ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๖ - การปฏิวัติการศึกษาของคณะสงฆ์สมัยใหม่
ในสมัยของรัชกาลที่ ๙ นี้การศึกษาในวงการของคณะสงฆ์ได้พลิกโฉมหน้าไปอย่างมาก โดยได้มีการจัดการศึกษาสมัยใหม่เพิ่มขึ้นอีก ไม่เหมือนสมัยดั้งเดิมที่เน้นอยู่เฉพาะการศึกษาแผนกนักธรรมและภาษาบาลี ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นระบบการศึกษาในรูปแบบของการศึกษาปริยัติธรรมสายสามัญและมหาวิทยาลัยในระดับอุดมศึกษาขึ้น เพื่อเน้นให้พระสงฆ์มีความสมบูรณ์ทางความรู้ในหลาย ๆ ด้าน โดยเน้นในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กับชาวต่างประเทศด้วย
มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่งจึงได้เปิดทำการเรียนการสอนในสมัยรัชกาลนี้ แต่โดยความเป็นจริงแล้วมหาวิทยาลัยทั้งสองแห่งได้สถาปนาขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ แล้ว แต่มาเปิดอย่างเป็นทางการในสมัยรัชกาลที่ ๙ นี้เอง

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ตั้งวิทยาลัยขึ้นในบริเวณวัดบวรนิเวศวิหาร พระราชทานนามว่า "มหามกุฏราชวิทยาลัย" โดยมีพระราชประสงค์เพื่อเป็นที่ศึกษาเล่าเรียนของพระภิกษุสามเณร ทรงอุทิศพระราชทรัพย์บำรุงประจำปีและก่อสร้างสถานศึกษาแห่งนี้ขึ้น
เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จ มาเปิดมหามกุฏราชวิทยาลัย พระองค์ทรงรับอุปถัมภ์และพระราชทานพระราชทรัพย์บำรุงประจำปี อาศัยพระราชประสงค์ดังกล่าวนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จึงทรงตั้งพระวัตถุประสงค์ เพื่อดำเนินกิจการของมหามกุฏราชวิทยาลัยขึ้น ๓ ประการ คือ
๑. เพื่อเป็นสถานศึกษาของพระภิกษุสามเณร
๒. เพื่อเป็นสถานศึกษาวิทยาการอันเป็นของชาติภูมิและของต่างประเทศ
๓. เพื่อเป็นสถานที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา
เมื่อกิจการของมหามกุฏราชวิทยาลัยได้ดำเนินการแล้ว ปรากฏว่าพระวัตถุประสงค์เหล่านั้นได้รับผลเป็นที่น่าพอใจตลอดมา
เพื่อที่จะให้พระวัตถุประสงค์เหล่านั้นได้ผลดียิ่งขึ้น ดังนั้น ในวันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ในฐานะที่ทรงเป็นนายกกรรมการ
มหามกุฏราชวิทยาลัย พร้อมด้วยพระเถรานุเถระ จึงได้ทรงประกาศตั้งสถาบันการศึกษาชั้นสูงในรูปแบบมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาขึ้น โดยอาศัยนามว่า "สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย" โดยมีเป้าประสงค์ดังนี้
๑. เพื่อให้เป็นสถานศึกษาพระปริยัติธรรม
๒. เพื่อให้เป็นสถานศึกษาวิทยาการอันเป็นของชาติภูมิและต่างประเทศ
๓. เพื่อให้เป็นสถานเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งในและนอกประเทศ
๔. เพื่อให้พระภิกษุสามเณรมีความรู้และความสามารถในการบำเพ็ญประโยชน์แก่
ประชาชน
๕. เพื่อให้ภิกษุสามเณรมีความรู้ และความสามารถในการค้นคว้า โต้ตอบ หรืออภิปรายธรรมได้อย่างกว้างขวางแก่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ
๖. เพื่อให้พระภิกษุสามเณรได้เป็นกำลังสำคัญในการจรรโลงพระพุทธศาสนา และเป็น ศาสนทายาทที่เหมาะแก่กาลสมัย
๗. เพื่อความเจริญก้าวหน้า และคงอยู่ตลอดกาลนานของพระพุทธศาสนา
ทั้งนี้ ภายใต้การบริหารของคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย สถาบันการศึกษาแห่งนี้ ได้เริ่มเปิดให้การอบรมศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรตั้งแต่วันที่ ๑๖ กันยายน พ. ศ. ๒๔๘๙ จนถึงปัจจุบัน
ต่อมาในปี ๒๕๔๐ รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติให้การรับรองสภาการศึกษาแห่งนี้ และได้เปลี่ยนนามของสถานการศึกษาแห่งนี้ใหม่เป็น "มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย" และให้เป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในกำกับของรัฐบาล

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ได้เปิดทำการเรียนการสอนเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ที่วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ เปิดทำการศึกษาหลังมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ๑ ปี โดยมีพระพิมลธรรม (ช้อย) เป็นสภานายกองค์แรก แต่โดยความเป็นจริงแล้วมหาวิทยาลัยทั้ง ๒ แห่งนั้น แม้จะผลิตนักศึกษาไปหลายรุ่นแล้ว แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลแต่อย่างใด เพิ่งจะมาได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ (เฉพาะปริญญาตรีเท่านั้น) และต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติให้การรับรองมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง ให้สามารถเปิดการเรียนการสอนได้ถึงชั้นปริญญาเอก จึงนับได้ว่า ถึงตอนนี้มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งมีศักดิ์และสิทธิในการเปิดทำการศึกษาได้ในทุกระดับปริญญา นับเป็นยุคของมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ได้รับการยอมรับและเจริญถึงขีดสูงสุด
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือพระราชบัญญัติ พ.ศ. ๒๕๔๐ ของมหาวิทยาลัยทั้ง ๒ แห่งเปิดโอกาสให้กับบุคคลภายนอกที่มีความสนใจในการศึกษาในระบบของพระสงฆ์ เข้ามาศึกษาได้ทั้งแม่ชีและคฤหัสถ์ ชายหญิง นับเป็นการแหวกแนวกับแนวความคิดแบบการศึกษาเก่า ๆ ที่จำกัดวงขอบเขตการศึกษาอยู่แต่เฉพาะพระภิกษุและสามเณรเท่านั้น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้เปิดทำการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีสำหรับคฤหัสถ์และแม่ชีในปีการศึกษา ๒๕๔๓
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้เปิดหลักสูตรระดับปริญญาโทสำหรับคฤหัสถ์ขึ้น และในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ได้เปิดหลักสูตรนานาชาติ (International Courses) ในระดับปริญญาโท
ในส่วนของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยได้เปิดการศึกษา ๒ ระบบ คือ ระบบสหศึกษาสำหรับคฤหัสถ์ชายหญิงทั่วไป ในปีการศึกษา ๒๕๔๓ ที่วัดราชาธิวาส และสำหรับแม่ชีและสตรีทั่วไป ในนามว่า "มหาปชาบดีเถรีวิทยาลัย" มีสถานที่ตั้งอยู่ที่สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี แขวงสีกัน เขตดอนเมือง ได้เปิดทำการเรียนการสอนในปีการศึกษา ๒๕๔๒ เป็นต้นมา
ทั้งสองระบบนี้ใช้หลักสูตรและวิชาเอกเดียวกันคือวิชาเอกพุทธศาสตร์ สำหรับโครงการนำร่องมหาปชาบดีเถรีวิทยาลัย สังกัดคณะศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย สภามหาวิทยาลัยได้อนุมัติให้เปิดโครงการนำร่องในปีการศึกษา ๒๕๔๒ โดยมีวัตถุประสงค์คือ:-
๑. เพื่อเป็นสถานศึกษาและวิจัยในระดับอุดมศึกษา ให้การฝึกอบรมแก่แม่ชีไทยและสตรีอื่น ๆ ผู้สนใจในพระพุทธศาสนา
๒. เพื่อให้การศึกษาอบรมวิชาการด้านพุทธศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ แก่แม่ชีและสตรีอื่น ๆ ในการนำหลักธรรมของพระพุทธศาสนาและวิชาการสมัยใหม่ไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาและสังคม
โครงการนำร่อง มหาปชาบดีเถรีวิทยาลัย แห่งนี้ ต้องถือว่าเป็นประวัติศาสตร์แห่งวงการศึกษาทางพระพุทธศาสนาในประเทศไทยอย่างแท้จริง ที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยได้เปิดโอกาสให้แม่ชีและสตรีทั่วไปที่มีความสนใจในการเรียนรู้ทางพระพุทธศาสนาในแนวลึกได้มีโอกาสศึกษาทัดเทียมกับพระภิกษุสามเณร และเป็นการบ่งบอกว่าการศึกษาทางพระพุทธศาสนานั้นไม่ได้ผูกขาดไว้เฉพาะพระภิกษุสามเณรอีกต่อไป ซึ่งก็ตรงกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ตรัสว่า พระพุทธศาสนานั้นจะยั่งยืนอยู่ได้มั่นคงหรือไม่มั่นคง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพระองค์เพียงพระองค์เดียว แต่พระพุทธศาสนาจะยั่งยืนมั่นคงอยู่ได้นานนั้นต้องอาศัยพุทธบริษัททั้ง ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ช่วยกันประคับประคองอุดหนุนค้ำชู จะผูกขาดเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงฝ่ายเดียวนั้นหาไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น พระพุทธศาสนาคงจะไม่สามารถตั้งอยู่ถาวรได้นานอย่างแน่นอน


พิธีประสาทปริญญาบัตร, ศาสนศาสตรบัณฑิต, รุ่นที่ ๔๔, มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, พ.ศ. ๒๕๔๑ น. ๑๑