ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๖ - พระพุทธศาสนาสมัยรัตนโกสินทร์
สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
เหตุการณ์พระพุทธศาสนาในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๑ พระองค์ได้ย้ายเมืองหลวงจากธนบุรีมาอยู่แถบฝั่งตะวันออก คือ ฝั่งพระนคร การสร้างพระนครก็ดี การสร้างวัดก็ดี ทรงใช้แผนผังของ กรุงเก่ามาเป็นแม่บททั้งสิ้น อีกอย่างหนึ่งก็เพื่อให้ไม่เป็นการลืมเมืองหลวงเก่า พระองค์ทรงสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง วัดนี้ก็เลียนแบบวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์กรุงเก่า คือเป็น วัดสำหรับใช้ประกอบพระราชพิธีไม่มีพระสงฆ์อยู่ประจำ และทรงปฏิสังขรณ์วัดอีกหลายแห่ง เช่น วัดสุทัศนเทพวราราม วัดโพธาราม หรือวัดพระเชตุพนในปัจจุบัน เป็นต้น และต่อมาในปี พ. ศ. ๒๓๓๑ ทรงมีพระราชปรารภว่า ทุกวันนี้การศึกษาของคณะสงฆ์ย่อหย่อนไป เพราะพระไตรปิฎกมีข้อความวิปลาสคลาดเคลื่อนมาก จึงโปรดให้ประชุมพระสงฆ์นักปราชญ์ราชบัณฑิตเพื่อทำสังคายนาครั้งที่ ๙ ณ วัดมหาธาตุ มีพระมหาเถรานุเถระ ๒๑๘ รูป ราชบัณฑิต ๓๒ ท่าน หลังจากเสร็จแล้วก็โปรดให้พระราชทานแก่พระอารามใหญ่น้อยในพระนคร ทำให้การศึกษาของคณะสงฆ์เจริญรุ่งเรือง และโปรดให้มีการสอนพระปริยัติธรรมในพระบรมมหาราชวัง ตลอดจนตามวังเจ้านาย และบ้านข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ และทรงตามกฎหมายพระสงฆ์เพื่อกวดขันความประพฤติของพระสงฆ์ ชำระพระศาสนาให้บริสุทธิ์

สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
เหตุการณ์พระพุทธศาสนาในรัชสมัยของพระองค์มีสิ่งที่สำคัญก็คือ ทรงฟื้นฟูพระราชพิธี วิสาขบูชาขึ้น ประเพณีวิสาขบูชา น่าจะมีมาตั้งแต่ในสมัยสุโขทัยเป็นราชธานีแล้ว ดังมีปรากฏในหนังสือเรื่องนางนพมาศ ซึ่งเป็นพระสนมเอกของพระเจ้ามหาธรรมราชา วงศ์พระร่วง น่าจะมาขาดตอนไปตอนเสียกรุงศรีอยุธยาก็เป็นได้ การพิธีวิสาขบูชาในสมัยของพระองค์จึงถือได้ว่าโปรดให้มีเป็นครั้งแรกในกรุงรัตนโกสินทร์ นอกจากนั้นพระองค์ยังทรงให้ บูรณะปฏิสังขรณ์วัดหลายวัด เช่น วัดอรุณราชวราราม เป็นต้น และในปี พ.ศ. ๒๓๕๗ ทรงส่งสมณทูต ๘ รูป มีพระอาจารย์ดีกับพระอาจารย์เทพเป็นหัวหน้าไปสืบพระพุทธศาสนาที่ประเทศลังกา ในสมัยของพระองค์นั้นประเทศลังกาถูกปกครองโดยพวกฝรั่ง ไม่ทราบว่าพระพุทธศาสนาจะมีสถานภาพเป็นเช่นไร ตอนกลับได้นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์ มา ๗ ต้น จากนั้นก็โปรดให้นำไปปลูกเพื่อเป็นพุทธบูชาสืบไป

สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในรัชสมัยของพระนั่งเกล้าฯ พระองค์โปรดให้สร้างพระไตรปิฎกฉบับหลวงเพิ่มจำนวนขึ้นไว้อีกหลายฉบับครบถ้วนสมบูรณ์กว่าในรัชกาลก่อน ๆ โปรดให้แปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทยเรียงตามลำดับคัมภีร์ แต่เป็นที่น่าเสียดายไม่ทันจบเพราะสิ้นรัชกาลก่อน ในรัชสมัยของพระองค์ยังทรงสร้างและปฏิสังขรณ์พระอารามหลวง และวัดที่ทรงสร้างในรัชกาลนี้ก็คือ วัดเฉลิมพระเกียรติ วัดเทพธิดาราม วัดราชนัดดาราม วัดนี้ทรงสร้างโลหปราสาทสำหรับเป็นที่บำเพ็ญกรรมฐาน ทรงส่งเสริมการเรียนพระปริยัติธรรมในพระบรมมหาราชวัง ทรงอุทิศพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระราชวังให้เป็นที่บอกพระปริยัติธรรมแก่ภิกษุสามเณร โดยแบ่งออกเป็น ๔ กองตามมุขพระที่นั่ง มีเรื่องตลกเล่ากันว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งสามเณรที่มาเรียนปริยัติธรรมในพระบรมหาราชวังเล่นตะกร้อบนระเบียงมหาปราสาท พวกสังฆการีนำความไปกราบทูลฟ้อง พระองค์กลับตรัสว่า "เจ้ากูจะเล่นบ้าง ก็ช่าง เจ้ากู" พร้อมกันนี้ยังโปรดให้จ้างอาจารย์สอนพระปริยัติธรรมทุกพระอารามหลวง การศึกษาของพระสงฆ์สามเณรเจริญรุ่งเรืองมาก ในรัชสมัยของพระองค์นี้เอง เจ้าฟ้ามงกุฎ (ร. ๔) ได้ผนวชเป็นสามเณรเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๐ และผนวชเป็นภิกษุเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๗ ประทับอยู่ ณ วัดมหาธาตุ อันเป็นที่สถิตของสมเด็จพระสังฆราช ทรงสอบได้เปรียญ ๕ ประโยค ได้ทรงเลื่อมใสในความเคร่งครัดวินัยของพระมอญชื่อ ซาย ฉายา พุทฺธวํโส เป็นพระราชาคณะที่พระสุเมธาจารย์ อยู่วัดบวรมงคล มีความประสงค์จะประพฤติเคร่งครัดเช่นนั้น จึงเสด็จย้ายไปประทับ ณ วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๒ ทรงอุปสมบทใหม่ แยกไปตั้งคณะธรรมยุติกนิกายขึ้น กำหนดด้วยการฝังลูกนิมิตผูกพัทธสีมาใหม่ของวัดสมอรายว่าเป็นการตั้งคณะธรรมยุต ในปี พ.ศ. ๒๓๗๖ จากนั้นได้เสด็จมาประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ตั้งเป็นศูนย์กลางของคณะธรรมยุตต่อมา

สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี ในหลวงรัชกาลที่ ๔ นับได้ว่าพระองค์ใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนามากกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใด เพราะเหตุว่าพระองค์ทรงผนวชในพระบวรพระพุทธศาสนาเป็นเวลาถึง ๒๗ พระพรรษา การที่ได้ทรงผนวชอยู่นานนั้นนับเป็นผลดีแก่พระองค์อย่างยิ่งในการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะได้มีโอกาสเสด็จจาริกธุดงค์ไปในถิ่นตามหัวเมืองต่าง ๆ ทำให้พระองค์ใกล้ชิดกับราษฎร รู้สุขทุกข์ของเขาซึ่งเป็นประโยชน์เมื่อทรงเสวยราชย์ ทรงทราบเหตุการณ์รอบบ้านผ่านเมืองและข้อบกพร่องต่าง ๆ เป็นอย่างดี ทรงรู้ภาษาอังกฤษ รู้นิสัยใจคอของพวกฝรั่งต่างชาติซึ่งจะต้องมีความสัมพันธ์กันในทางราชการต่อไป
ในแผ่นดินของพระองค์ คริสตศาสนานิกายโปรเตสแตนต์ได้เข้ามาเผยแผ่ในเมืองไทย โดยมิชชันนารีอเมริกันเป็นผู้นำเข้ามา ผู้ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงอย่างสำคัญคือหมอบัดเล่ย์ ท่านผู้นี้นอกจากจะทำหน้าที่สอนศาสนาแล้ว ยังเป็นคนแรกที่นำเอาวิชาการแพทย์สมัยใหม่มาแพร่หลายในเมืองไทยอีกด้วย คนไทยรู้จักวิชาศัลยกรรมและปลูกฝีจากหมอผู้นี้ นอกจากวิชาการทางการเป็นหมอแล้ว เขายังเป็นคนแรกที่นำเครื่องพิมพ์มาใช้ในเมืองไทย เป็นคนแรกที่ออกหนังสือพิมพ์ในเมืองไทย และทางราชการได้จ้างพิมพ์เป็นฉบับแรกคือพระราชกฤษฎีกาห้ามสูบฝิ่นของรัชกาลที่ ๓ หมอบัดเล่ย์ได้อยู่มาถึงต้นรัชกาลที่ ๕ จึงถึงแก่กรรม นับว่าเป็นผู้มีคุณต่อประเทศไทยคนหนึ่งในด้านการแพทย์และการพิมพ์
ในรัชสมัยของพระองค์ยังได้สร้างวัดขึ้นมาใหม่หลายวัดด้วยกัน เช่น วัดบรมนิวาส วัดโสมนัสวิหาร วัดปทุมวนาราม วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม และวัดมกุฏกษัตริยาราม กับทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ปฐมเจดีย์ เป็นต้น และทรงให้มี "พิธีมาฆบูชา" ขึ้นเป็นครั้งแรกในกรุงรัตนโกสินทร์ ในปี พ.ศ. ๒๓๙๔ ตลอดจนทรงอุปถัมภ์พระสงฆ์ญวน นับเป็นการให้ความรับรองเป็นทางการแก่พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานขึ้นเป็นครั้งแรกอีกด้วย

สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ปรากฏการณ์พระพุทธศาสนาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องนับว่าพระองค์มีคุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อประเทศไทยในหลาย ๆ ด้าน พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรก ที่เสด็จไปถึงอินเดียดินแดนพระพุทธศาสนา ได้เสด็จไปบูชาสังเวชนียสถานมฤคทายวัน ได้ทรงแสวงหาศาสนวัตถุ และรูปพระพุทธเจดีย์มาหลายอย่าง พร้อมกับทรงได้พันธุ์พระศรีมหาโพธิ์จากพุทธคยาโดยตรง และโปรดให้ปลูกไว้ที่วัดเบญจมบพิตร
พระองค์ทรงมีพระราชศรัทธาสร้างวัดเป็นอันมาก เช่น วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เป็นวัดประจำรัชกาล โดยใช้ศิลปะแบบโกธิกของฝรั่ง วัดเทพศิรินทราวาส วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ เป็นต้น พระองค์ยังทรงโปรดให้พิมพ์หนังสือพระไตรปิฎกด้วยอักษรไทยจบละ ๓๙ เล่ม จำนวน ๑,๐๐๐ จบ เป็นครั้งแรกที่มีการพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นอักษรไทย พร้อมทั้งโปรดให้พิมพ์คัมภีร์เทศนาพระราชทานแก่พระอารามหลวงและวัดราษฎร์ทั้งในกรุงและหัวเมืองทั่วไปอีก ทั้งโปรดให้ย้ายการศึกษาพระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุสามเณรจากในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ออกมาจัดเป็นบาลีวิทยาลัยขึ้นที่วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ ใช้ชื่อว่า มหาธาตุวิทยาลัย และในวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๔๓๙ เสด็จไปวางศิลาฤกษ์สังฆเสนาสน์วิทยาลัย และต่อมาได้เปลี่ยนนามมหาธาตุวิทยาลัยเป็น มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ให้เป็นสถานศึกษาพระปริยัติธรรมและวิชาการชั้นสูง
ในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ เสด็จไปทรงเปิดมหามกุฏราชวิทยาลัยที่ตั้งอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงริเริ่มจัดตั้งขึ้น และในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ ประเทศอินเดียได้ส่งพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดค้นพบที่เมืองกบิลพัสดุ์ รัฐอุตตรประเทศ ซึ่งมีคำจารึกเป็นอักษรเก่าสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นหลักฐาน มาร์วิส เดอสัน อุปราชอินเดียได้กราบทูลถวายพระบรมธาตุนี้ จึงโปรดให้พระยาสุขุมนัยประดิษฐ์ ต่อมาได้เป็นพระยายมราช ออกไปอัญเชิญพระบรมธาตุมาประเทศไทย และโปรดให้บรรจุไว้ในพระสถูปเจดีย์บนยอดเขาสุวรรณบรรพต (ภูเขาทอง) วัดสระเกศ
พระองค์เป็นผู้วางแนวทางการปกครองคณะสงฆ์ โดยได้โปรดให้ตราพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ขึ้นเป็นครั้งแรกต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ ทรงประกาศพระราชโองการ พระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ เพื่อให้พุทธจักรมีการปกครองคู่กับฝ่ายอาณาจักร มีผลทำให้การ ปกครองคณะสงฆ์มีความเป็นเอกภาพมั่นคงเรียบร้อยด้วยดี

สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
สถานการณ์พระพุทธศาสนาในรัชสมัยนี้มีสิ่งที่น่าศึกษาก็คือ พระองค์มีพระปรีชาสามารถทั้งคดีโลกและคดีธรรม ทรงได้รับการถวายพระนามว่า สมเด็จพระมหาธีรราช ความปรีชาทางด้านศาสนา พระองค์สามารถอบรมสั่งสอนข้าราชบริพารด้วยพระองค์เอง ทรงนิพนธ์หนังสือด้านพระพุทธศาสนาหลายเล่ม เช่น พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร เป็นต้น
งานที่เด่นทางด้านศาสนาอย่างมาก ก็คือในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ พระองค์ทรงให้เปลี่ยนรัตนโกสินทร์ศก มาใช้เป็นพุทธศักราชแทน ที่ประเทศนับถือพระพุทธศาสนาหลายประเทศต่างพากัน ยกย่องสรรเสริญ นับได้ว่าพระองค์ทรงมีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาอย่างใหญ่หลวง นอกจากนั้น พระองค์ได้ทรงโปรดให้พิมพ์อรรถกถาพระไตรปิฎกเพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระพันปีหลวง และเนื่องในการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายแด่สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ตลอดจนส่งเสริมให้พระบรมวงศานุวงศ์ได้บริจาคทรัพย์พิมพ์อรรถกถาชาดกและคัมภีร์อื่น ๆ เช่น วิสุทธิมรรค และมิลินทปัญหา เป็นต้น

สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระพุทธศาสนาในสมัยของรัชกาลที่ ๗ มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากที่พระองค์ได้ขึ้นครองราชย์แล้วก็คือ พระองค์โปรดให้จัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ จบละ ๔๕ เล่ม จำนวน ๑,๕๐๐ จบ เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังโปรดให้พระราชทานไปยังนานาประเทศ ตลอดจนมีการพิมพ์คัมภีร์ต่าง ๆ เช่น อภิธัมมัตถวิภาวินี และฎีกาวิสุทธิมรรค อีกด้วย

สมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
ในรัชสมัยของพระองค์ได้โปรดให้ราชบัณฑิตยสภาเปิดการประกวดแต่งหนังสือสอน พระพุทธศาสนาสำหรับเด็กในงานพระราชพิธีวิสาขบูชา หนังสือเล่มแรกที่ได้รับรางวัลคือ "ศาสนาคุณ" ของหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ในปีนั้นเองเริ่มเปิดโอกาสให้ฆราวาสเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม โดยแยกจากแผนกนักธรรมสำหรับพระภิกษุและสามเณร และเรียกว่า "ธรรมศึกษา"
ในปี พ. ศ. ๒๔๘๔ รัฐบาลได้สร้างวัดพระศรีมหาธาตุขึ้นที่เขตบางเขน แล้วอาราธนาให้พระสงฆ์ทั้งมหานิกายและธรรมยุตอยู่รวมกัน เพื่อหวังผลในการรวมนิกายทั้งสองเข้าด้วยกันจะได้มีความสมัครสมานสามัคคี แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะทิฏฐิสามัญญตาและสีลสามัญญตาเท่านั้นเอง และในปีนั้นได้เปลี่ยนชื่อกระทรวงธรรมการมาเป็น กระทรวงศึกษาธิการ และรัฐบาลได้ออก พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม เพื่อเปลี่ยนการปกครองของคณะสงฆ์ให้สอดคล้องกับการปกครองของฝ่ายบ้านเมือง โดยให้มีคณะบริหารที่เรียกว่า สังฆมนตรี มีสังฆนายกเป็นหัวหน้าในการบริหาร แบ่งการบริหารออกเป็น ๔ ฝ่าย คือ
๑. องค์การปกครอง
๒. องค์การศึกษา
๓. องค์การเผยแผ่
๔. องค์การสาธารณูปการ
ในปี พ. ศ. ๒๔๘๘ มหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งตั้งขึ้นตั้งแต่ พ. ศ. ๒๔๓๖ ได้ประกาศตั้งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ชื่อว่า สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๘๘ และเปิดการศึกษาตั้งแต่วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๔๘๙ เป็นต้นมา

สมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
เหตุการณ์ทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญในรัชกาลนี้ก็คือ พระองค์เสด็จออกทรงผนวชที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วเสด็จมาประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา ๑๕ วัน จึงทรงลาผนวช ในแผ่นดินนี้มีองค์กรสมาคมเกิดขึ้นมาอย่างมาย เช่น พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ยุวพุทธิกสมาคม เป็นต้น มีการเฉลิมฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ อย่างยิ่งใหญ่
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ มีการตั้งโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ขึ้นเป็นครั้งแรก ที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และได้รับความนิยมจัดตั้งโรงเรียนลักษณะอย่างนี้ไปทั่วประเทศ
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ รัฐบาลต้องการจะปรับปรุงการบริหารกิจการของคณะสงฆ์ จึงได้ออก พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ๒๕๐๕ ขึ้น เป็นการบริหารแบบรวมศูนย์อำนาจ โดยให้มีสมเด็จพระสังฆราชทรงบัญชาการคณะสงฆ์สูงสุดทั้งสองนิกาย
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ได้มาตั้งสำนักงานใหญ่ในประเทศไทย โดยที่ประชุมของชาติที่นับถือพระพุทธศาสนามีมติให้ตั้งอยู่ในประเทศไทยเป็นการถาวรตลอดไป
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงนิพนธ์หนังสือที่เด่นมากที่สุดชื่อว่า "พระมหาชนก" ซึ่งเป็นหนังสือแนวอิงธรรมะเน้นวิริยะบารมีของพระมหาชนกมี ๒ ภาษา คือ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะภาษาไทยมี ๒ ภาค ภาคที่เป็นเนื้อหาล้วน ๆ เหมาะสำหรับผู้ใหญ่ และอีกภาคหนึ่งคือใช้สื่อเนื้อหาแบบมีรูปภาพประกอบแนวการ์ตูน เพื่อเน้นให้เด็กและเยาวชนสามารถอ่านได้อย่างสนุกสนานอย่างมีสาระ


พระพุทธศาสนาในเอเซีย, พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), จัดพิมพ์โดย ธรรมสภา, พ.ศ. ๒๕๔๐ น. ๑๕๙