ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๖ - พระพุทธศาสนาในสมัยอยุธยา
กรุงศรีอยุธยามีเมืองเก่าแก่ชื่อว่า อโยธยา มาก่อน มีการขุดพบซากเมืองโบราณสถูปเจดีย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีพระพุทธรูปปรากฏเป็นหลักฐานสำคัญคือ พระพุทธรูปองค์ใหญ่วัดพนัญเชิง ได้สร้างมาก่อนสมัยจะสร้างพระนครศรีอยุธยา และผู้ที่จะสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่โตอย่างนั้นได้ก็ต้องบุคคลผู้มีบุญบารมีต้องเป็นชั้นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์จึงจะมีกำลังสร้างปูชนียวัตถุขนาดมหึมาขึ้นได้ และลักษณะพุทธศิลป์ก็เป็นศิลปะแบบอู่ทอง เพราะฉะนั้นจึงสรุปได้ว่าเมืองอโยธยาเก่าคงจะตั้งขึ้นในสมัยขอมเป็นใหญ่ ต่อมาในสมัยอู่ทอง ไทยเข้ามาครอบครอง ไทยในสมัยอู่ทองนั่นเองคงจะเป็นผู้สร้างวัดพนัญเชิงขึ้น

พระพุทธศาสนาในสมัยพระรามาธิบดีที่ ๑
ในรัชสมัยพระรามาธิบดีที่ ๑ พระองค์ทรงสถาปนาวัดที่สำคัญมี ๒ วัดคือ วัดพุทไธศวรรย์ วัดนี้สร้างอยู่ในบริเวณตำบลเวียงเหล็ก ในที่ตั้งพลับพลาก่อนสร้างพระนคร วัตถุที่สำคัญในวัดนี้ที่ยังเหลืออยู่คือพระปรางค์องค์ใหญ่ พระวิหารพระพุทธรูปตามระเบียงคดซึ่งทำด้วยศิลา วัดพุทไธศวรรย์นี้เรียกได้ว่าเป็นปฐมอารามในสมัยอยุธยา เป็นวัดที่มีความสำคัญมากเป็นที่ประสิทธิ์ประสาทพิชัยสงครามตลอดสมัยอยุธยา แม่ทัพนายกองส่วนมากต้องมารับการอบรมจากสำนักวัดพุทไธศวรรย์แห่งนี้ ในปลายแผ่นดินพระองค์ได้สร้างวัดเจ้าพระยาไทขึ้น (วัดใหญ่ชัยมงคล)
ข้อสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ ความเปลี่ยนแปลงในสมัยอยุธยา ไทยได้รับอิทธิพลมาจากขอมมากอยู่เหมือนกัน เหตุผลก็คืออยุธยามีอาณาเขตตั้งอยู่ใกล้อิทธิพลขอมมากกว่าทางสุโขทัย ระบบกษัตริย์ไม่เป็นเหมือนพ่อปกครองลูก แต่กลับเป็นระบบเทวสิทธิที่ราษฎรจะใกล้ชิดไม่ได้ ในสมัยสุโขทัยไม่มีระบบทาส การปกครองในสมัยอยุธยาเริ่มมีระบบทาสขึ้นมา

พระพุทธศาสนาในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ
พระพุทธศาสนาในรัชสมัยของพระบรมไตรโลกนาถนั้นนิยมการสร้างสถูปแบบลอมฟางหรือแบบลังกากันมาก ในยุคต้นของอยุธยาพุทธศิลป์ได้รับอิทธิพลของลพบุรีและอู่ทองอยู่มาก ในยุคของพระบรมไตรโลกนาถอิทธิพลของสุโขทัยเริ่มเข้ามาแทนที่ เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็คือพระองค์มีพระราชมารดาเป็นเจ้าหญิงผู้มีศักดิ์ของสุโขทัย ได้เสด็จไปประทับที่หัวเมืองเหนือตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงคุ้นเคยกับศิลปะแบบสุโขทัยมาก จึงทำให้พระองค์ได้รับเอาศิลปะของสุโขทัยไปโดยปริยาย
พระเจ้าบรมไตรโลกนาถได้ทรงอุทิศพระราชวังเดิมซึ่งสร้างมาแต่ครั้งพระเจ้าอู่ทองให้เป็นวัด แล้วย้ายพระราชวังไปติดอยู่ทางริมน้ำ วัดที่ทรงอุทิศถวายนั้นเป็นวัดในเขตกำแพงวัง ไม่มีพระสงฆ์อยู่ มีแต่เขตพุทธาวาสอย่างวัดพระแก้วในกรุงเทพมหานนคร เรียกว่าวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ ทรงหล่อรูปพระโพธิสัตว์ ๕๐๐ ชาติไว้ในวัดนี้ด้วย รูปเหล่านี้ในปัจจุบันยังเหลืออยู่เพียง ๒-๓ รูป แล้วทรงนิพนธ์คำหลวงสำหรับใช้เทศนาตามวัด เพราะฉะนั้นร่ายมหาชาติจึงเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ประเพณีการฟังเทศน์มหาชาติมีมาแต่ครั้งสุโขทัยแล้ว แต่ว่าไม่มีเทศน์ฉบับหลวงเพิ่งจะมีในสมัยอยุธยานี้เอง สาเหตุที่คนไทยนิยมฟังเทศน์มหาชาตินั้น ก็เพราะอิทธิพลของหนังสือ "มาลัยสูตร" ซึ่งกล่าวว่า พระศรีอริยเมตไตรย์ตรัสบอกผ่านพระมาลัยว่า "ผู้ใดปรารถนาไปเกิดทันศาสนาของพระองค์ ต้องฟังเทศน์มหาชาติให้จบ ๑๓ กัณฑ์ในวันเดียวกัน และบูชาด้วยธูปเทียนดอกบัวอย่างละพัน"
พระเจ้าบรมไตรโลกนาถ ทรงมีพระราชศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ถึงกับเสด็จทรงผนวช ณ วัดจุฬามณี พร้อมด้วยพระราชโอรส พระราชนัดดา และข้าราชบริพารรวมทั้งหมดถึงพันเศษ เป็นพิธีกรรมมโหฬาร พระองค์ยังได้ทรงสร้างพระสถูปแบบลังกาสูงเส้นเศษ ๒ องค์ ในวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ อุทิศให้พระชนกและพระเชษฐา และยังได้ทรงหล่อพระพุทธรูปยืน หนักด้วยโลหะต่าง ๆ ๕ หมื่นกว่าชั่ง สูง ๘ วา ใช้เวลาหล่อและตบแต่ง ๓ ปีจึงแล้วเสร็จ แล้วถวายพระนามว่าพระศรีสรรเพ็ชญ์ และประดิษฐานไว้ ณ วัดพระศรีสรรเพ็ชญ์รัชสมัยของพระเจ้าบรมไตรโลกนาถ นับว่ายาวนานที่สุดกว่ากษัตริย์ในสมัยอยุธยาทุก ๆ พระองค์ เสวยราชย์อยู่ ๔ กว่าปี บ้านเมืองสงบสุขร่มเย็นเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองจนสามารถหล่อพระพุทธรูปขนาดใหญ่ได้ ทรงอุปถัมภ์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญตลอดมาด้วยดี

พระพุทธศาสนาในสมัยพระเจ้าทรงธรรม
ในรัชสมัยของพระเจ้าทรงธรรม พระองค์เป็นผู้มีความแตกฉานในพระไตรปิฎกตั้งแต่ยังทรงผนวชแล้ว ภายหลังได้มาเสวยราชย์แต่พระองค์ก็ยังเสด็จลงพระที่นั่งจอมทอง ๓ หลังบอกบาลีแก่พระสงฆ์สามเณรทุกวัน มีพระเณรในวัดต่าง ๆ ผลัดกันเข้ามาเรียนเป็นประจำ ในรัชกาลนี้มีพระสงฆ์ไทยพวกหนึ่งกลับมาจากลังกามาทูลว่า พระสงฆ์ลังกายืนยันว่ามีรอยพระพุทธบาทในประเทศไทย คือพระพุทธเจ้าได้ทรงประทับรอยพระบาทไว้ ณ สถาน ๕ แห่งคือ
๑. เขาสุวรรณมาลิก
๒. เขาสุวรรณบรรพต
๓. สุมนกูฏ
๔. โยนกปุระ
๕. ริมหาดแม่น้ำนัมมทา
พระสงฆ์ลังกายืนยันว่า สุวรรณบรรพตนั้นอยู่ในเมืองไทย เมื่อได้ทราบความดังนั้น พระองค์จึงมีพระราชโองการให้พยายามหาเขาสุวรรณบรรพตว่าอยู่ ณ สถานที่แห่งใด ก็บังเอิญในสมัยนั้น เจ้าเมืองสระบุรีมีหนังสือมากราบทูลว่า พรานป่าในเมืองนี้ออกไปล่าเนื้อ ยิงเนื้อตัวหนึ่งบาดเจ็บ เนื้อนั้นวิ่งไปในซอกหินแห่งหนึ่ง ครั้นกลับออกมาบาดแผลหายเป็นอัศจรรย์ พรานบุญจึงตามเข้าไปดู เห็นเป็นรอยเท้ามนุษย์บนแผ่นหิน ในรอยเท้ามีน้ำขังอยู่ พรานบุญจึงวักน้ำในรอยเท้านั้นมาลูบตามผิวหนังของตนซึ่งเป็นกลากเกลื้อน ปรากฏว่าโรคทางผิวหนังได้หายไปอย่างปลิดทิ้ง และนำเรื่องราวมาแจ้งให้เจ้าเมืองสระบุรีทราบ พระเจ้าทรงธรรมเมื่อทรงทราบเรื่องเช่นนี้ จึงเสด็จออกไปทอดพระเนตรสอบสวนรายละเอียดบนฝ่าเท้านั้น เห็นต้องตามคำมหาปุริสลักษณะ จึงมีพระราชศรัทธาอุทิศ ที่ดินโดยรอบภูเขานั้นให้เป็นพุทธบูชา แล้วทรงสถาปนามณฑปครอบรอยพระพุทธบาท จึงเกิดเป็นประเพณีเทศกาลไหว้พระพุทธบาทขึ้นในกลางเดือน ๓ และเดือน ๔ ทุกปีมา
เมื่อพระเจ้าทรงธรรมสวรรคตแล้ว พระโอรสได้ขึ้นเสวยราชย์ ต่อก็มีอำมาตย์ผู้ท่านหนึ่งชื่อว่าเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ เป็นอำมาตย์ในสมัยพระเจ้าทรงธรรม เจ้าพระยากลาโหมประกาศตนเป็นกบฏออกหน้าจับพระเจ้าแผ่นดินสำเร็จโทษแล้วขึ้นเสวยราชย์เป็นพระเจ้าปราสาททอง ในรัชกาลนี้ไทยได้ไปตีกัมพูชาได้ พระเจ้าปราสาททองได้ทรงอุทิศบ้านเดิมของมารดาสร้างเป็นวัดให้ชื่อว่า "วัดชัยวัฒนาราม" และให้จำลองแบบปรางค์ขอมมาสร้าที่วัดนี้ วัดนี้ทรงโปรดเป็นพิเศษ เสด็จออกบำเพ็ญกุศลเนือง ๆ เมื่อพระเจ้าปราสาททองสวรรคตแล้ว ราชโอรสก็ได้ขึ้นเสวยราชย์ แต่เกิดเรื่องแย่งราชสมบัติกันขึ้นกับพระโอรสอีกองค์หนึ่งคือ พระนารายณ์ ซึ่งมีกำลังร่วมกับพระศรีสุธรรมราชา ซึ่งเป็นพระเจ้าอา

พระพุทธศาสนาในสมัยพระนารายณ์
พระนารายณ์นั้นเป็นโอรสเกิดจากเจ้าจอมมารดา และได้ร่วมมือกับพระศรีสุธรรมราชาสำเร็จโทษพระเชษฐา แล้วก็สถาปนาพระเจ้าอาขึ้นเป็นกษัตริย์ ต่อมาหลานกับอาขัดกันในเรื่องที่พระเจ้าอามีพฤติกรรมที่จะลวนลามพระราชกัลยาณีซึ่งเป็นพระกนิฏฐาของพระนารายณ์ อากับหลานจึงทำสงครามกันขึ้น ในที่สุดอาถูกจับไปสำเร็จโทษ พระนารายณ์จึงเสด็จขึ้นครองราชย์แทน ในรัชสมัยของพระนารายณ์มีเหตุการณ์ที่สำคัญต่อพระพุทธศาสนาก็คือ
ในรัชสมัยของพระองค์ ศาสนาคริสต์ต้องการอย่างยิ่งที่จะให้พระองค์เข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์ ในสมัยนั้น ทั้งโปรตุเกสทั้งฝรั่งเศสจ้องที่จะเอาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ และอีกอย่างหนึ่งประเทศไทยเรานั้นก็ต้องถือว่าเป็นชาติแรกในเอเซียที่มีนโยบายให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา ในเวลานั้นประเทศจีน ญี่ปุ่น ญวน ตั้งข้อรังเกียจศาสนาคริสต์ว่าเป็นศาสนาที่บ่อนทำลายความสงบสุขของประเทศชาติ ประเทศไทยไม่ได้ตั้งข้อรังเกียจศาสนาคริสต์อย่างนั้น สมเด็จพระนารายณ์ทรงให้การอุปถัมภ์ทุกศาสนาที่เข้ามาเผยแผ่ในเวลานั้นด้วยดีทุกศาสนา ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม และทรงมีพระราชโองการให้ประชาชนในปกครองของพระองค์มีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการนับถือศาสนาต่าง ๆ ได้ตามความสมัครใจ นับได้ว่าพระองค์ทรงมีพระทัยกว้างขวางอย่างหาที่สุดมิได้
พวกบาทหลวงเห็นพระองค์ทรงให้การอุปถัมภ์ด้วยดีแก่ศาสนาคริสต์ ความยังทราบไปถึงพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ พระองค์ได้ส่งพระราชสาสน์และทูตพิเศษชื่อว่า เชวาเลียร์ เดอ โชมองต์ พร้อมกับคณะบาทหลวงพิเศษสำหรับทำหน้าที่โปรดศีลให้แก่สมเด็จพระนารายณ์เมื่อเข้ารีตแล้ว เข้ามากรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. ๒๒๒๙ เพื่อทำหน้าที่เกลี้ยกล่อมเพื่อให้สมเด็จพระนารายณ์เข้ารีตโดยเฉพาะ ใจความของพระราชสาสน์ว่า "พระเจ้าฝรั่งเศสขอชักชวนพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาให้มาร่วมแผ่นดินเดียวกัน โดยขอให้พระองค์เปลี่ยนศาสนามาถือศาสนาเดียวกับฝรั่งเศส เพราะศาสนาที่เที่ยงแท้มีศาสนาเดียวในโลก คือศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ถ้าฝ่ายกรุงศรีอยุธยาหันมานับถือในพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวนี้ พระองค์เป็นผู้มีฤทธิ์อำนาจก็จะบันดาลให้กรุงศรีอยุธยารุ่งเรืองเหมือนฝรั่งเศส"
สมเด็จพระนารายณ์ทรงขอบพระทัยพระเจ้าหลุยส์แห่งฝรั่งเศสที่มีความหวังดีต่อพระองค์ แต่การที่จะเปลี่ยนศาสนาที่เคยนับถือมาเป็นเวลา ๒๒๒๙ ปีแล้ว ไม่ใช่เป็นของง่าย พระองค์ตรัสแก่พวกทูตพิเศษและบาทหลวงแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นว่า ก่อนอื่นนั้นขอให้บาทหลวงทำให้ราษฎรของพระองค์เข้ารีตให้หมดก่อน แล้วพระองค์จะเข้ารีตตามในภายหลัง
อีกประการหนึ่ง ทรงแปลกฉงนพระทัยเป็นหนักหนาว่า "เหตุใด พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสจึงมาก้าวก่ายกับฤทธิ์อำนาจของพระผู้เป็นเจ้า เพราะการที่มีศาสนาต่าง ๆ ในโลกนี้ ไม่ใช่เป็นความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าหรอกหรือ พระองค์จึงปล่อยให้มีไปดังนั้น มิได้ทรงบันดาลให้มีเพียงศาสนาเดียว เมื่อพระผู้เป็นเจ้ามีฤทธิ์มากในเวลานี้ พระองค์คงปรารถนาให้ตัวเรานับถือพระพุทธศาสนาไปก่อน เพราะฉะนั้น เราจึงจะรอคอยพระกรุณาของพระองค์ บันดาลให้เราเลื่อมใสคริสตศาสนาในวันใด เราก็จะเข้ารีตนับถือในวันนั้น เราจึงขอฝากชะตากรรมของเราและกรุงศรีอยุธยา สุดแต่พระเจ้าจะทรงบันดาลเถิด ขอพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสสหายเราอย่าทรงเสียพระทัยเลย"
ตรงนี้เราจะเห็นได้ว่า การดำเนินทางด้านวิเทโสบายของสมเด็จพระนารายณ์เป็นที่ชาญฉลาดเป็นอย่างมาก ไม่หักด้ามพร้าด้วยเข่า เพราะถ้าจะพูดไปแล้วตอนนั้นถ้าต้องรบกันต่อสู้ด้วยอาวุธประเทศเราก็สู้ประเทศฝรั่งเศสไม่ได้อย่างแน่นอน ด้วยประเทศตะวันตกมีอาวุธที่ทันสมัยกว่า ในปลายแผ่นดิน สมเด็จพระนารายณ์ทรงชอบประทับอยู่ที่พระที่นั่งสุทธาสวรรค์ และพระที่นั่งธัญญมหาปราสาทในพระราชวังเมืองลพบุรี เมื่อถึงฤดูฝนจึงจะเสด็จลงมาประทับที่พระนคร เมื่อประชวรหนักลงที่ลพบุรี ก่อนจะสวรรคต พระองค์ได้อุทิศพระราชวังลพบุรีให้เป็นวิสุงคามสีมาอีกด้วย

พระพุทธศาสนาในสมัยพระเจ้าบรมโกษฐ์
พระพุทธศาสนาในสมัยของพระเจ้าบรมโกษฐ์ ต้องนับว่าเป็นสมัยที่พระพุทธศาสนาได้รับการทำนุบำรุงให้เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก พระองค์ได้บูรณะวัดวาอารามใหญ่น้อยทั้งในพระนครและหัวเมืองเป็นจำนวนมาก เช่น ในพระนคร ก็มีวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ วัดพระราม สำหรับวัดภูเขาทองนั้น พระเจ้าบรมโกษฐ์ให้สร้างพระเจดีย์ใหญ่แบบไทยแท้ คือพระเจดีย์ที่เรียกว่าแบบย่อไม้ สิบสอง พระเจดีย์แบบนี้นิยมสร้างกันมากในสมัยนี้ และที่วัดภูเขาทองนับเป็นแบบย่อไม้สิบสองที่ใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ยังทรงบูรณะวัดบรมพุทธาราม วัดหน้าพระเมรุ วัดตะไกร เป็นต้น ในหัวเมืองทรงบูรณะวัดพระแท่นศิลาอาสน์ เมืองอุตรดิตถ์ วัดมหาธาตุ เมืองลพบุรี เป็นต้น
พระเจ้าบรมโกษฐ์ ทรงโปรดเรื่องการบรรพชาอุปสมบทเป็นสิ่งสำคัญยิ่งนัก ราษฎรก็ดี ข้าราชบริพารก็ดี ถ้าไม่ได้ผ่านการบรรพชาอุปสมบทมาแล้วจะไม่โปรดชุบเลี้ยงหรือเลื่อนยศให้

ส่งพระสงฆ์ไปลังกา
ในราวศตวรรษที่ ๒๒ ประเทศลังกาต้องผจญภัยกับสงครามกลางเมืองอยู่เนือง ๆ และยังถูก กดขี่จากพวกโปรตุเกสห้ามมิให้นับถือพระพุทธศาสนา ปรากฏว่าพระสงฆ์ในลังกาได้สูญวงศ์ลง เพราะไม่ได้อุปสมบทกันช้านาน แต่ก็มีสามเณรอยู่รูปหนึ่งชื่อว่าสรณังกร ได้พยายามขวนขวายที่จะให้ฟื้นสมณวงศ์ขึ้นใหม่ สามเณรสรณังกรจึงทูลให้พระเจ้ากิตติราชสิงหะซึ่งปกครองลังกาอยู่ในเวลานั้นให้ส่งราชทูตมากรุงศรีอยุธยา ทางฝ่ายไทยได้มอบหน้าที่ให้สมเด็จพระสังฆราชวัดมหาธาตุเป็นผู้คัดเลือกพระสงฆ์ที่จะไปลังกา และได้พระอุบาลีแห่วัดธรรมารามเป็นหัวหน้าคณะออกไปอุปสมบทชาวลังกา พระเจ้ากิตติราชสิงหะได้นิมนต์ให้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดบุบผาราม แล้วได้ทำพิธีผูกพัทธสีมาขึ้นที่วัดบุบผารามนั่นเอง และให้การอุปสมบทสามเณรสรณังกรเป็นรูปแรก ต่อมาก็ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชแห่งลังกา พระอุบาลีได้บรรพชาอุปสมบทกุลบุตรชาวลังกาทั้งหมดหลายพันรูป คณะสงฆ์ที่เกิดขึ้นใหม่นี้จึงเรียกชื่อว่า "สยามวงศ์" หรือ "อุบาลีวงศ์" และพระอุบาลีนั้น ต่อมาได้อาพาธถึงมรณะภาพในลังกานั่นเอง ปัจจุบันอัฐิของท่านยังปรากฏอยู่ อาสนะที่ท่านนั่งบวชกุลบุตร ตลอดจนพัดรองที่ท่านใช้ประจำ ยังคงรักษาไว้ในรูปเดิม จัดเป็นปูชนียวัตถุอนุสรณ์ของพระสงฆ์ในนิกายสยามวงศ์ในลังกามาตราบเท่าทุกวันนี้


เสถียร โพธินันทะ, ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา, ฉบับมุขปาฐะ, เล่ม ๒ น. ๑๖๙