ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๖ - พระพุทธศาสนาในสมัยสุโขทัย
สมัยพ่อขุนรามคำแหง
รัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหง พลเมืองส่วนใหญ่ในสมัยสุโขทัยนับถือศาสนาที่แพร่หลายในขณะนั้นก็คือพระพุทธศาสนาทั้งมหายานและเถรวาท และศาสนาพราหมณ์ หลักฐานที่จะเป็นเครื่องชี้ชัดก็คือ คณะสงฆ์ลัทธิลังกาวงศ์ได้เข้ามาตั้งสำนักเผยแผ่ที่เมืองนครศรีธรรมราชเป็นครั้งแรกดังที่กล่าวแล้วข้างบนในเรื่องลัทธิลังกาวงศ์ก็มีอยู่ในจารึกของพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัย ซึ่งมีจารึกไว้ว่า (เมื่อปีมะโรง จุลศักราช ๖๕๔ พ.ศ. ๑๘๓๕) เมืองสุโขทัยมีวัดวาอารามมากมายครึกครื้น ส่วนพระสงฆ์นั้นมีปู่ครู มีพระสังฆราช มีพระเถระ มีพระมหาเถระ เรียนรู้พระไตรปิฎก พ่อขุนรามคำแหงทรงทราบเกียรติคุณแห่งพระพุทธศาสนาแบบลัทธิลังกาวงศ์จึงนิมนต์พระมหาเถระสังฆราชมาจากเมืองนครศรีธรรมราช และให้พำนักอยู่ที่วัดอรัญญิกในกรุงสุโขทัย พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ก็เจริญรุ่งเรืองตั้งแต่นั้นมา ในขณะที่ลัทธิมหายานค่อยเสื่อมกำลังหายไป พ่อขุนรามคำแหงทรงนับถือพระในลัทธิลังกาวงศ์มาก ในวันพระจะนิมนต์พระมหาเถระขึ้นนั่งแสดงธรรมบนพระแท่นมนังศิลาอยู่เป็นประจำ พระองค์เป็นธรรมิกราชาอย่างแท้จริง
พ่อขุนรามคำแหงทรงประพฤติพระองค์เป็นดุจพ่อ ทรงใกล้ชิดกับราษฎรผู้เป็นเหมือนลูกเสมอ จึงได้เกิดมีสุภาษิตสอนราษฎร เช่น พ่อสอนลูกเรียกว่าสุภาษิตพระร่วง ดังมีใจความพอเป็นตัวอย่างดังนี้ "อาสาเจ้าจนตัวตาย อาสานายจนพอแรง ปลูกไมตรีอย่างรู้ร้าง สร้างกุศลอย่ารู้โรย อย่าขูดคนด้วยปาก อย่าถากคนด้วยตา อย่าเผื่อแผ่ความผิด อย่าผูกมิตรคนจร อย่ารักเขากว่าผม อย่ารักลมกว่าน้ำ อย่ารักถ้ำกว่าเรือน อย่ารักเดือนกว่าตะวัน"
ด้วยอิทธิพลเกี่ยวกับประเพณีทางศาสนา ในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง ได้พรรณนาถึงสภาพของของชาวสุโขทัยและประเพณีทางศาสนามีความว่า "คนในเมืองสุโขทัยนี้ มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัย ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุน ทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชายผู้หญิง ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน เมื่อออกพรรษา กรานกฐินเดือนหนึ่งจึงแล้ว เมื่อกรานกฐินมีพนมเบี้ยพนมหมากมีพนมดอกไม้ มีหมอนนั่งหมอนนอน บริพารกฐิน โอยทานแล่ปี่แล้ญิบล้าน ไปสวดญัตติกฐินถึงอรัญญิกพู้น…ใครจะมักเล่น…เล่น ใครจะมักหัว…หัว ใครจะมักเลื่อน…เลื่อน เมืองสุโขทัยนี้มีสี่ปากประตูหลวง เทียนญอมคนเสียดกันดูท่านเผ่าเทียน เมืองสุโขทัยนี้มีดังจะแตก"
ศิลปะทางด้านพุทธศาสนา ในสมัยสุโขทัยได้รับพระพุทธสิหิงค์มาจากลังกา ซึ่งเป็นแม่แบบของพระพุทธรูปสุโขทัย พระพุทธรูปในประเทศไทยก่อนหน้านี้ทุกยุคไม่เคยมีเปลวรัศมีสูง เพิ่งจะมีขึ้นครั้งแรกในสมัยสุโขทัย สังฆาฏิพระพุทธรูปในสมัยก่อนหน้านี้ ไม่เคยเป็นแฉกชนิดที่เรียกว่า เขี้ยวตะขาบ พระเจดีย์แบบลอมฟางซึ่งถ่ายทอดมาจากมรีจิวัดเจดีย์ในลังกาก็ดี ถูปารามในลังกาก็ดี สมัยสุโขทัยก็สร้างขึ้นเลียนแบบ เช่น พระมหาธาตุวัดช้างร้อง เมืองชะเลียง

สมัยพระเจ้าธรรมราชา (ลิไท)
ต่อมาถึงรัชสมัยของพระเจ้ามหาธรรมราชา (ลิไท) ผู้เป็นราชนัดดาของพ่อขุนรามคำแหง (ปีมะเส็ง จุลศักราช ๖๗๙ พ.ศ. ๑๘๖๐) ทรงสร้างพระมหาธาตุและปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ในเมือง นครชุม ในจารึกกล่าวว่าพระบรมธาตุและต้นมหาโพธิ์เป็นของที่แท้จริงได้มาจากประเทศลังกา และทรงส่งให้ราชบัณฑิตไปอาราธนาพระสวามีสังฆราชมาจากเมืองลังกามีนามว่า พระสุมนะ และพระองค์ก็ได้ออกผนวชชั่วระยะหนึ่งที่วัดอรัญญิก นับเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของไทยที่ได้ทรงพระผนวช ในขณะที่พระองค์ทรงผนวชก็ได้ทรงนิพนธ์หนังสือเรื่อง เตภูมิกถา หรือไตรภูมิพระร่วง เป็นนิพนธ์ที่เด่นและมีอิทธิพลต่อคนไทยมากในหลายยุคหลายสมัยต่อมา ทำให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึงบาปบุญคุณโทษนรกสวรรค์เป็นอย่างดี


พระพุทธศาสนาในเอเซีย, พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), จัดพิมพ์โดยธรรมสภา , พ.ศ. ๒๕๔๐ น. ๑๔๗