ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๖ - พระพุทธศาสนาในลานนาไทย
สมัยพระเจ้าเม็งราย
พระพุทธศาสนาในสมัยของพระเจ้าเม็งราย เป็นแบบเถรวาทที่รับมาจากมอญ ศิลปกรรมทางศาสนามีปฏิมากรรมเป็นต้น เข้าใจว่าคงรับอิทธิพลแบบทวาราวดี นักปฏิมากรรมรุ่นก่อนได้แบ่งสมัยพระพุทธรูปทางภาคเหนือออกเป็น สมัยเชียงแสนยุคต้น และสมัยเชียงแสนยุคหลัง สมัยเชียงแสนยุคต้นกำหนดเอา พ.ศ. ๑๗๐๐ ซึ่งเป็นสมัยก่อนราชอาณาจักรลานนาไทยจะอุบัติขึ้น ในพงศาวดารเมืองเหนือเล่าว่า ในรัชกาลของพระเจ้าเม็งรายนี้มีคณะสงฆ์จากลังกาเข้ามา ได้นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์มาถวาย พระเจ้าเม็งรายเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระชนม์ยืนยาวมาก แต่มาสิ้นพระชนม์ด้วยอาการไม่ดี คือถูกฟ้าผ่าสวรรคตในขณะเสด็จประพาสตลาด ราชโอรสของพระองค์คือพระเจ้าชัยสงคราม ไม่ประทับเสวยราชย์ที่เชียงใหม่ได้กลับขึ้นไปครองราชสมบัติที่เมืองเชียงราย ทางเชียงใหม่นั้นก็ได้ตั้งโอรสชื่อว่าแสนภูขึ้นปกครอง

สมัยพระเจ้ากือนา
ในรัชสมัยของพระเจ้ากือนา พระองค์ทรงเป็นธรรมิกราชาของล้านนาอย่างแท้จริงทรงได้สดับเกียรติคุณของพระอุทุมพรบุบผามหาสวามีผู้เป็นพระชาวลังกา แต่จำพรรษาอยู่ที่นครพันสันนิษฐานว่าเป็นเมืองเมาะตะมะ ในประเทศพม่า พระเจ้ากือนาจึงส่งราชทูตไปอาราธนามาเชียงใหม่ แต่ท่านชราภาพมากแล้วจึงส่งพระหลานชายชื่อว่า พระอานันทเถระ และคณะสงฆ์จำนวนหนึ่งมาแทน พระเจ้ากือนาให้พระอานันทเถระบวชกุลบุตรตามลัทธิลังกาวงศ์ แต่ท่านไม่ยอมบวชให้โดยได้ถวายพระพรว่า พระอุทุมพรบุบผามหาสวามีได้มอบอำนาจให้พระสุมนเถระ และพระอโนมทัสสีเถระ แห่งกรุงสุโขทัย ทำหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์ในอาณาเขตนี้ ขอให้ไปนิมนต์พระเถระรูปใดรูปหนึ่งขึ้นมาเถิด ตัวของท่านเองจะทำหน้าที่เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เมื่อเป็นดังนั้น พระเจ้ากือนาจึงส่งราชทูตมายังกรุงสุโขทัยในรัชมัยของพระเจ้าลิไท เพื่อทูลขออาราธนาพระสุมนเถระไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ในล้านนาและอุปสมบทกุลบุตรชาวลำพูน พระสุมนเถระได้อยู่จำพรรษา ณ วัดพระยืน และได้ร่วมกับพระเจ้ากือนาบูรณะพระสถูปวัดพระยืนใหม่ พร้อมทั้งสร้างพระพุทธรูปยืนอีก ๓ องค์รวมกับของเก่าเป็น ๔ องค์ เมื่อออกพรรษาแล้วพระเจ้ากือนาได้อุทิศอุทยานหลวงนอกเชียงใหม่ให้เป็นวัด (วัดสวนดอก) แล้วได้อาราธนาพระสุมนะมาประจำอยู่ที่วัดนี้ ตลอดจนสถาปนาพระสุมนะเป็นสังฆราชองค์แรกของล้านนาไทย มีการสร้างพระธาตุเจดีย์ที่วัดบุบผาราม (วัดสวนดอก) และทรงสร้างพระธาตุดอยสุเทพด้วย
ต่อมาถึงรัชมัยของพระเจ้าแสนเมืองมหาราชโอรสของพระเจ้ากือนาขึ้นเสวยราชย์ พระองค์ได้สร้างวัดพระสิงห์ขึ้นที่เชียงใหม่เพื่อประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ ในปลายแผ่นดินของพระเจ้าแสนเมืองมามีพระเถระชาวเชียงใหม่หลายรูปเช่น พระเมธังกร พระคัมภีร์ พระญาณมงคล พระสารีบุตร พระอานนท์ พร้อมทั้งพระชาวมอญ พระกัมโพช ประมาณ ๒๐ รูปได้เดินทางไปลังกาไปทำพิธีอุปสมบทใหม่ ณ อุทกสีมาในแม่น้ำกัลยาณีคงคา มีพระธรรมมหาสวามีเป็นอุปัชฌาย์ พระวันรัตเป็นกรรมวาจาจารย์ จากนั้นได้กลับมายังประเทศของตน คณะนี้ถือว่าเป็นลังกาวงศ์ชุดใหม่ เมื่อกลับมาถึงบ้านเมืองแล้วได้ตั้งข้อรังเกียจพระลังกาวงศ์ชุดเก่าซึ่งสืบเนื่องมาแต่พระสุมนะ
พระลังกาวงศ์สายใหม่นี้ ได้ไปรุ่งเรืองในประเทศรามัญ ไทย และกัมโพช ก่อให้เกิดความเจริญในด้านการศึกษาภาษาบาลีมากมาย

พระเจ้าติโลกราชมหาราช
พระเจ้าติโลกราชมหาราช เป็นพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์เม็งรายเป็นพระราชบุตรองค์ที่ ๖ ของพระเจ้าสามฝั่งแกน (ในสมัยของพระองค์ พระสถูปเก่าแก่องค์หนึ่งที่เมืองเชียงราย ต้องอสนีบาตลงจนได้พบพระแก้วมรกต) เมื่อมาถึงรัชสมัยพระเจ้าติโลกราชพระองค์ได้ทำสงครามกับกรุงศรีอยุธยาในแผ่นดินของพระเจ้าบรมไตรโลกนาถ ชิงหัวเมืองปลายแดนต่อแดนกัน ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะหลายคราว ในรัชสมัยของพระองค์ได้ขยายอำนาจไปถึงเมืองเชียงรุ้ง เมืองหลวงพระบาง ครั้งนั้น อาณาจักรลานนาไทยมีเขตแดนกว้างใหญ่กว่าทุกสมัย คือทิศเหนือจรดยูนานของจีน ทิศใต้จรดเมืองกำแพงเพชร ทิศตะวันออกจรดริมฝั่งโขง ทิศตะวันตกจรดพม่า
ทางด้านพระพุทธศาสนาในรัชกาลของพระเจ้าติโลกราช พระสงฆ์คณะหนึ่งได้รับพระบรมราชูปถัมภ์ไปศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศลังกา เมื่อกลับมาได้นำต้นพระศรีมหาโพธิ์มาด้วย จึงโปรดให้สร้างอารามถวายชื่อว่า วัดโพธาราม หรือวัดเจดีย์เจ็ดยอด ครั้นถึง พ.ศ. ๒๐๒๐ โปรดอุปถัมภ์จัดการสังคายนาครั้งที่ ๑ ขึ้น (แต่ถ้านับต่อจากประเทศลังกาก็เป็นครั้งที่ ๘ ) กระทำที่วัดโพธารามหรือวัดเจดีย์เจ็ดยอดนั่นเอง ถือเป็นการทำสังคายนาในประเทศไทยเป็นครั้งแรกอีกด้วย

รัชสมัยพระเมืองแก้ว
เมื่อมาถึงรัชสมัยของพระเมืองแก้ว กษัตริย์พระองค์นี้มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ตลอดรัชสมัยของพระองค์มีแต่เรื่องบวชพระสร้างวัด เป็นราชกิจประจำทุกปี ในรัชสมัยของพระองค์นับเป็นยุคที่วรรณคดีบาลีทางพระพุทธศาสนาเจริญที่สุด มีภิกษุชาวล้านนาแตกฉานในการแต่งปกรณ์บาลีมากมาย เช่น พระสิริมังคลาจารย์ แต่งมงคลทีปนี จักรวาฬทีปนี และเวสสันตรทีปนี พระญาณกิตติ แต่งโยชนาอภิธรรม ๗ คัมภีร์ พระรัตนปัญญา แต่งชินกาลมาลี และปัญญาสชาดก ก็เข้าใจกันว่าแต่งขึ้นในยุคนี้เหมือนกัน โดยภิกษุชาวล้านนาได้รวบรวมเอานิทานพื้นบ้านพื้นเมืองมาแต่งเป็นสำนวนโวหาร ไม่แพ้ปกรณ์บาลีของชาวลังกา

พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์เข้าสู่ลานนาไทยและสุโขทัย
ขอมองย้อนรอยเหลียวหลังไปดูประวัติศาสตร์ความเป็นมาเป็นไปของพระพุทธศาสนาที่เข้าไปสู่ประเทศลังกาพอได้เค้าเรื่องสักเล็กน้อย หลังจากที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงอุปถัมภ์การทำสังคายนาครั้งที่ ๓ เสร็จแล้ว ก็ทรงส่งพระมหินทเถระไปสู่ประเทศลังกาเพื่อไปประกาศพระพุทธศาสนาที่นั่น ในสมัยนั้นประเทศลังกาถูกปกครองโดยพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ ซึ่งพระองค์ทรงเป็น อทิฏฐสหาย (สหายที่ไม่เคยพบกัน) กับพระเจ้าอโศก พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะทรงสร้างมหาวิหารถวายพระมหินทเถระตลอดจนทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกด้วย
เมื่อกาลเวลาผ่านมาถึงรัชสมัยของพระเจ้าวัฏฏคามินีอภัย พระองค์ทรงเลื่อมใสพระเถระองค์หนึ่งชื่อว่าพระมหาติสสะ พระเถระรูปนี้มีคุณูปการะคุณอย่างมากแก่พระองค์ในคราวที่ต้องระเหเร่ร่อนหลบหนีพวกทมิฬก่อนจะได้รับราชสมบัติ ต่อมาภายหลังพระเจ้าวัฏฏคามินีอภัยได้นิมนต์แต่งตั้งให้พระมหาติสสะเป็นสังฆนายกปกครองอภัยคีรีวิหาร เมื่อได้รับสมณศักดิ์ยิ่งใหญ่เช่นนี้ พระมหาติสสะถูกพระสงฆ์ส่วนมากตรวจสอบเป็นการใหญ่ตั้งข้อรังเกียจว่าเป็นผู้ประพฤติตนระคนด้วยตระกูล ไม่ยอมร่วมทำสังฆกรรมด้วย เป็นเหตุให้เกิดรอยร้าวเกิดความแตกแยกเป็น ๒ พวกขึ้น ในครั้งนั้น คนส่วนมากเรียกพระภิกษุสงฆ์พวกเก่าว่า "มหาวิหารวาสีนิกาย" พวกหัวอนุรักษ์นิยม และเรียกพวกพระมหาติสสะว่า "อภัยคีรีวิหารวาสีนิกาย" พวกหัวก้าวหน้า
ต่อมาถึงรัชสมัยของพระเจ้ามหาเสนครองราชสมบัติ ทรงสร้างเชตวันวิหารขึ้น ได้นิมนต์พระเถระชื่อว่าติสสะอีกรูปหนึ่งมาตั้งให้เป็นสังฆนายก พวกภิกษุทั้ง ๒ นิกายเก่าตั้งข้อรังเกียจพระติสสะรูปนี้อีกว่า เป็นพระคดโกง และกล่าวหาว่าไปเที่ยวคบหาพวกบาปมิตรและไม่ยอมร่วมสังฆกรรมกับพวกพระติสสะ จึงทำให้เกิดเป็น "เชตวันวิหารวาสีนิกาย" ขึ้นมาอีกพวกหนึ่ง รวมเป็น ๓ นิกาย แต่ละนิกายก็ไม่ขึ้นแก่กัน นับเป็นรอยร้าวในสังฆมณฑล
เมื่อมาถึงรัชมัยของพระเจ้าปรักกมพาหุมหาราชได้ครองราชสมบัติ พระเจ้าปรักกมพาหุพระองค์นี้ได้ทรงจัดการปฏิรูปชำระสังฆมณฑลให้สิ้นเสี้ยนหนามสะอาดบริสุทธิ์ เหมือนอย่างที่พระเจ้าอโศกมหาราชเคยทรงกระทำมาแต่ก่อน การที่พระเจ้าปรักกมพาหุทรงจัดการปฏิรูปพระพุทธศาสนาในครั้งนั้นทำให้ลัทธิและความประพฤติของพระสงฆ์ในลังกามีวินัยมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยเคร่งครัดดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็นอันมาก มีความเป็นเอกภาพอันเดียวกัน กิตติศัพท์จึงเลื่องลือขจรไปในยังนานาอารยประเทศ
ในปี พ.ศ. ๑๗๑๓ มีสังฆนายกในเมืองพุกามองค์หนึ่งชื่อว่า พระอุตราชีวมหาเถร เป็นอาจารย์ของพระเจ้าพุกาม ได้พาพระภิกษุบริษัทพวกหนึ่งออกไปเมืองลังกามีสามเณรไปด้วยหนึ่งรูป ชื่อว่า ฉปัฏ และสามเณรนั้นได้บวชเป็นภิกษุเล่าเรียนในเมืองลังกาถึง ๑๐ ปี ตอนกลับได้พาพระมาจากลังกาพร้อมกันอีก ๔ รูป พระสงฆ์ทั้ง ๕ รูปนี้ถือได้ว่าเป็นผู้นำเอาลัทธิลังกาวงศ์เข้ามาประดิษฐานที่พุกามเป็นครั้งแรก
ส่วนในประเทศไทยเรานั้น ลัทธิลังกาวงศ์เข้ามาตั้งสำนักเผยแผ่ที่นครศรีธรรมราชจนกระทั่งได้รับอาราธนาให้ไปเผยแผ่ที่อาณาจักรของพ่อขุนรามคำแหง ตลอดจนไปถึงอาณาจักรล้านนาไทยถึงล้านช้างลัทธิลังกาวงศ์ได้ก่อให้เกิดอิทธิพลในหลาย ๆ ด้าน เช่น ด้านการศึกษาไทยเราได้รับพระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถาและฎีกามาจากลังกา แม้ว่าก่อนหน้านี้พระไตรปิฎกของเถรวาทจะมีอยู่แล้วในชนชาติมอญ ภายหลังอาจจะขาดตกหล่นสูญหายไปบ้าง เพิ่งจะได้รับพระไตรปิฎกครบถ้วนก็ในสมัยต้นสุโขทัยจากลังกา
อิทธิพลทางศิลปะ เจดีย์แบบลอมฟางคล้ายรูประฆังคว่ำซึ่งก็ถ่ายแบบมาจากลังกา ถูปารามของลังกาก็ดี ซึ่งก็ถูกถ่ายแบบมา เช่น สุโขทัยได้สร้างพระมหาธาตุวัดช้างร้อง เมืองชะเลียง เป็นต้น
อิทธิพลด้านการปกครองคณะสงฆ์ไทย สมณศักดิ์ในประเทศอินเดียนั้นไม่มี ประเทศลังกาถือเป็นต้นแบบที่ตั้งให้มีสมณศักดิ์ ในชั้นเริ่มแรกมี ๒ ตำแหน่ง คือ ตำแหน่งสวามี และมหาสวามี อิทธิพลของสมณศักดิ์ก็ติดมาด้วยกับลัทธิลังกาวงศ์นี้เอง ตำแหน่งสมณศักดิ์สมัยสุโขทัยก็คือ ครูบา เถระ มหาเถระ สังฆราช (เทียบเท่ามหาสวามี) และสังฆปรินายกสิทธิ การปกครองแบ่งออกเป็น ๒ คณะ คือ คามวาสี พวกที่คลุกคลีด้วยชาวบ้าน และอรัญญวาสี พวกอยู่ในป่า ลัทธิลังกาวงศ์ทำให้เกิดสมณศักดิ์ขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรกก็ว่าได้และมีตำแหน่งสมณศักดิ์ต่าง ๆ จำนวนมากในปัจจุบัน และก็คงจะมีมากขึ้นอีกในอนาคต คนไทยเราเป็นชาติที่นิยม เรื่องเจ้ายศเจ้าอย่างเจ้าขุนมูลนายอย่างอยู่แล้ว ซึ่งก็ถูกกับจริตของคนไทย อิทธิพลเรื่องสมณศักดิ์จึงเข้ามามีอิทธิพลในการ ปกครองคณะสงฆ์อย่างง่ายดายดังที่เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้