ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๖ - พระพุทธศาสนาในประเทศไทย
พระพุทธศาสนาได้แพร่หลายเข้ามาในแถบประเทศบริเวณสุวรรณภูมิตั้งแต่ ปลายพุทธศตวรรษที่ ๓ คือหลังจากการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ที่พระเจ้าอโศกทรงให้การอุปถัมภ์ หลังจากการทำสังคายนาเสร็จ พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงจัดตั้งศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนาขึ้นที่เมืองปาฏลีบุตร หรือเมืองราชคฤห์นั่นเอง ปัจจุบันนี้ก็คือเมืองปัตนะซึ่งตั้งอยู่ในรัฐพิหาร ประเทศไทยเราก็ได้รับอานิสงส์ของพระพุทธศาสนาจากที่พระเจ้าอโศกทรงส่งพระธรรมทูต คือพระโสณะ กับ พระอุตตระ มาเผยแผ่ที่จังหวัดนครปฐม เพราะมีหลักฐานจากโบราณสถานหลายแห่ง ที่สำคัญที่สุดคือพระปฐมเจดีย์ ซึ่งลักษณะเจดีย์เป็นทรงรูปโอคว่ำ (เจดีย์องค์ปัจจุบันก่อสร้างขึ้นใหม่ครอบเจดีย์องค์เดิม ในรัชกาลที่ ๔ แห่งราชวงศ์จักรี) ที่เป็นศิลปะนิยมแพร่หลายในประเทศอินเดียในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ภายหลังพระพุทธศาสนาก็ได้แพร่หลายเข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิอย่างไม่ขาดระยะ พระพุทธศาสนาในประเทศไทยได้มีวิวัฒนาการมาเป็นเวลาหลายปี จึงไม่เป็นการแปลกเลยที่พระพุทธศาสนาในประเทศไทยมีความเจริญรุ่งเรืองตลอดมา
ประเทศไทยมีเนื้อที่อยู่ในอาณาเขตแหลมสุวรรณภูมิ เมื่อในอดีตอันยาวนานหลายพันปีเนื้อที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยยังจมอยู่ในทะเล ข้อพิสูจน์ดังกล่าวก็คือได้มีผู้พบซากฟอสซิล (Fossil) หอยทะเลต่าง ๆ บนเทือกเขาภูพานบ้าง บนเขาวังจังหวัดเพชรบุรีบ้าง แม้แต่ที่วัดเจดีย์หอยจังหวัดนนทบุรีก็มีการพบสุสานหอยนางรมซึ่งเป็นหอยทะเลเป็นจำนวนมากมายมหาศาล สามารถนำไปก่อเป็นองค์เจดีย์ได้ อันนี้ก็เป็นข้อพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า ในอดีตอาณาเขตแถบนี้เคยเป็นทะเลมาก่อน จึงไม่แปลกที่มีนักธรณีวิทยาได้พบซากหอยเป็นจำนวนมากบนภูเขาต่าง ๆ เพราะว่าภูเขาเหล่านี้เคยจมอยู่ในมหาสมุทรมาก่อน
มนุษย์พวกแรกที่อยู่ในประเทศไทย เท่าที่นักสำรวจได้ตรวจพบตามถ้ำต่าง ๆ แถบจังหวัดกาญจนบุรี คือเป็นมนุษย์ในสมัยหิน (Stone Age) ซึ่งสันนิษฐานว่าจะมีชีวิตอยู่ในราว ๒ - ๓ หมื่นปีมานี้ ทางการได้ขุดพบเครื่องใช้ของมนุษย์ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก รวมทั้งซากโครงกระดูก ทั้งหญิงชายและเด็ก ต่อมาอีกประมาณ ๒ - ๓ พันปีมานี้ ในบริเวณราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามนุษย์เผ่าละว้าก็ได้ตั้งบ้านแปลงเมืองอย่างง่าย ๆ ขึ้น และช่วงนั้นก็มีชาวอินเดียเดินทางเข้ามาและเผยแผ่อารยธรรมแก่พวกละว้า และเข้ามาตั้งหลักปักฐานอยู่ปนกับพวกละว้าด้วย เส้นทางที่พวกชาวอินเดียเดินทางเข้ามา สู่อาณาจักรแถบนี้อาจจะเป็นได้หลายสายด้วยกันคือ
๑. ทางบก โดยผ่านอ่าวเบงกอล ข้ามเทือกเขาปาดไก่แล้วเข้าสู่พม่าตอนบน
๒. ทางเรือ โดยการลงเรือข้ามอ่าวเบงกอลมาขึ้นที่อ่าวเมาะตะมะ หรือมาขึ้นที่ฝั่งมะริด ทวาย ตะนาวศรี แล้วเดินบกเข้าสู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยผ่านจังหวัดกาญจนบุรี
๓. ทางเรือ ข้ามมหาสมุทรอินเดียเข้าช่องแคบมะละกา มาขึ้นบกแถบแหลมมาลายู
ชาวอินเดียที่อพยพมานอกประเทศเหล่านี้เป็นนักแสวงโชค ส่วนมากเป็นชาวอินเดียภาคใต้ เพราะฉะนั้น อารยธรรมชมพูทวีปในสุวรรณภูมิ จึงเป็นอารยธรรมแบบอินเดียใต้มากกว่าอินเดียตอนเหนือ การอพยพครั้งใหญ่ ๆ ของอินเดียมาสู่สุวรรณภูมิเกิดขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช กล่าวกันว่าชาวแคว้นกาลิงคะหนีภัยสงครามลงเรือจำนวนหลายร้อยลำ มาสู่สุวรรณภูมิและหมู่เกาะอินโดนีเซีย และในการอพยพครั้งนั้นคงต้องมีนักปราชญ์ราชบัณฑิตมาด้วย ดังนั้น ตำนานพื้นเมืองของชาติต่าง ๆ ในสุวรรณภูมิมักจะเล่าถึงปฐมวงศ์ของตนว่าเป็นขัตติยะจากอินเดีย พูดง่าย ๆ ก็คือชาวอินเดียได้มาสอนความเจริญให้แก่สุวรรณภูมิ ดังนั้น เมื่อพระโสณะและพระอุตตระซึ่งนำพระพุทธศาสนามาเผยแผ่เป็นคณะแรก ท่านจึงใช้ภาษาสื่อสารกับชาวสุวรรณภูมิรู้เรื่อง อย่างน้อยก็อาจจะพูดกับชาวอินเดียแล้วจึงแผ่ออกไปถึงชาวพื้นเมือง อาจจะกล่าวได้ว่า พวกมนุษย์มอญโบราณ ละว้า เป็นพวกแรกในสุวรรณภูมิที่นับถือพระพุทธศาสนา

การอพยพของบรรพบุรุษไทยสมัยโบราณ
ในสมัยโบราณ การตั้งถิ่นฐานและการอพยพไปตามท้องที่ต่าง ๆ ค่อนข้างอิสระ ไม่ต้องทำหนังสือเดินทางขอวีซ่าเหมือนในสมัยปัจจุบัน ยังไม่มีพรมแดนมาแบ่งสรรกันแน่นอน ชนชาติต่าง ๆ ที่เดินทางมา ต่างก็มีสิทธิจับจองที่ดินสร้างบ้างแปลงเมืองขึ้น สุดแต่ว่าใครมีอำนาจเหนือกว่าก็ชนะ เพราะฉะนั้น การอพยพของคนในสมัยโบราณจะมีอยู่ ๒ ลักษณะ พวกหนึ่งจะพยายามอพยพไปทางตะวันขึ้น คือถือเอาดวงอาทิตย์เป็นเป้าหมาย อีกพวกหนึ่งจะพยายามอพยพไปตามลำแม่น้ำ และ ลำน้ำที่ชนชาติไทยคุ้นเคยในภาคใต้ของจีนก็คือแม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวิน การอพยพจึงต้องพยายามเดินตามลำน้ำทั้ง ๒ สายนี้ การอพยพก็มาเป็นคราว ๆ ครั้งละหลายร้อยครัวเรือน แต่ก็มิได้หมายความว่าชนชาติไทยได้อพยพลงมาสู่สุวรรณภูมิทั้งหมด คนที่ไม่ได้อพยพมีมากกว่าพวกที่อพยพ พวกที่ไม่ได้อพยพมาก็ได้ตั้งอาณาจักรสร้างบ้านแปลงเมือง โดยมีเมืองหนองแสเป็นราชธานีอยู่ในมณฑลยูนาน เนื่องด้วยชนชาติไทยนับถือพระพุทธศาสนาจึงรับเอาวัฒนธรรมจากอินเดียเข้ามาด้วย บางครั้งก็เรียกประเทศของตนว่า คันธารรัฐ เมืองหนองแสเรียกว่า ตักกสิลานคร ยกย่องพระมหากษัตริย์ไทยด้วยภาษาอินเดียว่ามหาราชะ แต่จีนเรียกว่า "น่านเจ้า" หมายถึงผู้เป็นใหญ่ทางทิศใต้ โดยได้ทำสงครามกับจีนเรื่อยมา ต่อมาในราวศตวรรษที่ ๑๘ กองทัพกุบไลข่านได้ยกกองทัพมาตีประเทศจีน ได้เข้าตีอาณาจักรน่านเจ้าก่อน แล้วจึงย้อนเข้าไปตีราชสำนักซ้อง น่านเจ้าจึงเสียแก่พวกมองโกล ภายหลังถูกยุบเป็นเพียงจังหวัดหนึ่งขึ้นตรงต่อจีน อาณาจักรไทยในยูนานจึงอวสานลง

บรรพบุรุษของชนชาติไทย
บรรพบุรุษของชนชาติไทยนั้น เมื่อประมาณ ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว ตั้งถิ่นฐานอยู่ทางภาคเหนือของลุ่มแม่ย้ำแยงซีเกียง ต่อมาได้อพยพร่นลงมาทางใต้เพราะถูกชนชาติจีนรุกราน จนกระทั่งในราวพุทธศตวรรษที่ ๖ ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าฮั่นเม้งตี่หรือฮั่นเม้งเต้ราชวงศ์ฮั่น จีนแผ่อิทธิพลเข้ามาถึงอาณาจักรอ้ายลาวของไทย พระมหากษัตริย์พระองค์แรกของไทยในสมัยอาณาจักรอ้ายลาวคือ "ขุนหลวงเม้า" มีพลเมืองอยู่ประมาณ ๕๕๓,๗๖๑ คน อาณาเขตของไทยทางทิศตะวันตกติดกับอินเดีย มีสมณทูตจากอินเดียเข้ามาเรื่องราวในตำนานสมัยนี้จึงเกี่ยวพันกับพระเจ้าอโศกว่า พระองค์ได้ทรงส่งสมณทูตเข้ามา สมณทูตได้ผ่านแว่นแคว้นขึ้นไปถึงเมืองจีน เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า ชนชาติไทยนั้นได้เริ่มนับถือพระพุทธศาสนาในพุทธศตวรรษที่ ๖ ในอาณาจักรอ้ายลาว เรียกได้ว่านับถือพระพุทธศาสนาก่อนที่จะมาตั้งถิ่นฐานในแดนสุวรรณภูมิเสียอีก แต่การนับถือนั้นน่าจะนับถือในหมู่ชนชั้นสูง ราษฎรทั่วไปคงนับถือผีสางเจ้าป่าเจ้าเขา
ต่อมา ในราวศตวรรษที่ ๘ เสนาธิการและแม่ทัพของพระเจ้าเล่าปี่ คือขงเบ้งได้ยกกองทัพข้ามแม่น้ำทรายทองตีอาณาจักรอ้ายลาวของไทยแตก รุกลงมาถึงภาคเหนือของพม่า ชนชาติไทยจึง เริ่มอพยพเข้ามาสู่ดินแดนที่เรียกกันว่าสุวรรณภูมิ


เสถียร โพธินันทะ, ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา , ฉบับมุขปาฐะ, เล่ม ๒ น. ๙๑