ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๕ - สรุปนิกายพระพุทธศาสนาในประเทศจีน
หลังจากพระพุทธศาสนาแบบมหายานได้มาหยั่งรากฝังลึกอยู่ในประเทศจีน ก็ได้มีความเจริญ รุ่งเรืองมาควบคู่กับศาสนาขงจื๊อ และเหลาจื๊อ สามารถเข้าไปอยู่ในจิตใจของชาวจีนได้โดยไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยกับลัทธิเก่าที่เขาเคยประพฤติปฏิบัติมา พระพุทธศาสนามีลักษณะเหมือนกับกระแสน้ำที่ไม่มีความขัดแย้งกับเทหวัตถุที่น้ำเข้าไปอาศัยอยู่ ไปอยู่ในรูป อยู่ในรูปตุ่มก็เป็นตุ่ม จึงมีศัตรูน้อย แต่อย่างไรก็ดี ในส่วนของพระพุทธศาสนาเองนั่นแหละ คณาจารย์ของจีนเองได้มีแนวความคิดในการตีความขยายธรรมะในแนวทางที่แตกต่างกันออกไป จนเป็นเหตุให้เกิดนิกายบริสุทธิ์ขึ้นในจีนขึ้นมาหลายนิกาย มีอยู่ ๔ นิกายใหญ่คือ นิกายสัทธรรมปุณฑริก (เทียนไท้) นิกายธฺยาน (เซ็น) นิกายอวตังสกะ (ฮั่วเงี้ยมจง) นิกายสุขาวดี (เจ้งโท้วจง)

นิกายเทียนไท้
ผู้เป็นต้นกำเนิดของนิกายนี้คือ อาจารย์ ตี้เจีย สำนักก๊กเชงยี่ บนภูเขาเทียนไท้ ดังนั้น จึงเอาชื่อภูเขาตั้งเป็นนิกาย ท่านได้แบ่งพระพุทธวจนะออกเป็น ๕ สมัย คือ
๑. ปฐมกาล เมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ พระองค์ทรงแสดงพุทธาวตัมสกมหาไวปุลยสูตร แก่บรรดาพระโพธิสัตว์และทวยเทพ
๒. ทุติยกาล พระศาสดาทรงปรารภว่า พระธรรมนั้นลึกซึ้งนัก ยากที่ผู้มีอินทรีย์ไม่แก่กล้าจะเข้าใจได้ จึงทรงผ่อนให้ง่ายลง มีอริยสัจ ๔ ยุคนี้ทรงแสดงแก่พวกเถรวาท
๓. ตติยกาล ทรงเล็งเห็นว่า บรรดาพระสาวกส่วนหนึ่งยังเข้าใจผิดว่า มีแต่ธรรมฝ่ายเถรวาทเท่านั้น พระองค์จึงทรงแสดงธรรมฝ่ายมหายาน เลื่อนภูมิพระสาวกขึ้น อาทิเช่น ทรงแสดงไวปุลยสูตร ศรีมาลาเทวีสิงหนาทสูตร ตถาคัพภสูตร เป็นต้น
๔. จตุตถกาล พระศาสดาทรงตระหนักว่า บรรดาพระสาวกซึ่งฟังธรรมมา ๓ ยุคนั้น บางส่วนยังเข้าใจผิดว่า สภาวธรรม มีอยู่ เป็นอยู่ พระองค์จึงทรงแสดงธรรมปลดเปลื้องความเข้าใจผิดนี้ คือแสดงมหาปรัชญาปารมิตาสูตร
๕. ปัญจมกาล เป็นเวลปัจฉิมโพธิกาลแล้ว พระองค์ทรงแสดงความลี้ลับสุดยอดแก่พระสาวกทั้งปวง โดยทรงแสดงสัทธรรมปุณฑริกสูตร
นิกายนี้ ถือว่าตนเองได้กำธรรมสุดยอดของพุทธศาสนาไว้ เพราะใช้สัทธรรมปุณฑริกสูตรเป็นหลักของนิกาย

นิกายธฺยาน
นิกายธฺยานหรือเรียกอีกอย่างก็คือนิกาย "เซ็น" นั่นเอง มาจากศัพท์ว่า ธฺยาน หรือ ฌาน นิกายนี้มีความเจริญรุ่งเรืองมากแม้กระทั่งในปัจจุบันนี้ ได้แพร่หลายออกไปยังนานาอารยประเทศ เช่น ในยุโรปและอเมริกา ผู้ตั้งต้นนิกายนี้คือพระโพธิธรรม ชาวอินเดียภาคใต้ ได้เข้ามาเผยแพร่ในเมืองจีน ในรัชมัยของพระเจ้าเหลียงบูเต้ ครั้งพระโพธิธรรมได้เข้าไปเฝ้าพระองค์ พระเจ้าเหลียงบูเต้รับสั่งถามว่า
โยมสร้างวัดเป็นจำนวนมาก บวชพระเป็นจำนวนมาก จะมีอานิสงส์เป็นอย่างไร
พระโพธิธรรม ตอบว่า ไม่มีเลย เพราะเป็นฝ่ายวัฏฏคามินีทั้งนั้น
คำตอบของพระโพธิธรรมไม่เป็นที่พอใจของพระเจ้าเหลียงบูเต้ หลังจากนั้นพระโพธิธรรมก็เดินทางไปจำพรรษาที่วัดเสี่ยวลิ่มยี่ นั่งเข้าฌานหันหน้าเข้าหาฝาผนังอยู่ ๙ ปี ไม่ลุกขึ้น ท่านโพธิธรรมได้แต่งตั้งพระภิกษุฮุ้ยค้อ เป็นสังฆนายกนิกายเซ็นเป็นลำดับที่ ๒ แต่นั้นก็มีอาจารย์สืบมาจนถึงองค์ที่ ๖ คือ ท่านเว่ยหล่าง
นิกายเซ็นนั้น ถือว่าการบรรลุมรรรคผลนั้น ไม่ใช่อยู่ที่ตัวบทอักษร หรือความรู้ในด้านปริยัติ แต่ต้องอยู่ที่การขัดเกลาจิตใจของตนเองเป็นสำคัญ แม้จะเป็นผู้ทรงพระไตรปิฎกแต่เป็นผู้รกรุงรังอยู่ภายในจิตใจก็ใช้ไม่ได้ ต้องบริสุทธิ์ทั้งภายนอกและภายใน นิกายเซ็นถือเป็นนิกายแห่งปัญญาวิมุตติถือปัญญาเป็นเรื่องสำคัญ มีวาจาที่เป็นประดุจดาบสองคม คือพูดสอนตรงประเด็นเลย คนรับได้ก็ดีไป คนที่ไม่เข้าใจหรือรับไม่ได้ก็อาจเป็นปรปักษ์ไปเลยทีเดียว
มีคำขวัญประจำนิกายเซ็นว่า "ปุกลิบบุ้นยี่ ติกจี้นั้งซิม เกียงแส่ ซั่งฮุด" แปลว่า ไม่ต้องอาศัยหนังสือ แต่ชี้ไปตรงจิตของมนุษย์ให้เห็นแจ้งในภาวะที่แท้จริง แล้วจะบรรลุเป็นพุทธะ นิกายเซ็นถือว่าสรรพสัตว์มีพุทธภาวะอยู่ภายในตัวทุก ๆ คน คำพูดหรือตัวหนังสือไม่เพียงพอที่จะอธิบายสัจภาวะอันนี้ได้ เพราะฉะนั้น บางคราวจำต้องอาศัยปริศนาธรรมและคำพูดที่เสียดแทงเข้าไปถึงหัวใจ วิธีนี้นิกายเซ็นเรียกว่า "โกอาน" แปลว่า ตามตัวควรจะมีปริศนาธรรม สำหรับมอบไปให้ศิษย์ไปขบคิด ผู้ใดขบคิดปัญหาโกอานแตก ผู้นั้นก็มีดวงตาเห็นธรรมได้
ดังมีตัวอย่างปริศนา โกอาน ครั้งหนึ่งในฤดูหนาวมีหลวงจีนท่านหนึ่ง เมื่อหิมะตกจัดจึงเดินเข้าไปในโบสถ์แล้วนำเอาพระพุทธรูปมาทำฟืนเผาไฟ บังเอิญสมภารในวัดเดินผ่านมาพบเข้าจึงทักท้วงว่าทำไมกระทำเช่นนั้น หลวงจีนท่านนั้นจึงบอกว่าจะเผาหาพระบรมธาตุ สมภารบอกว่าจะหาพระบรมธาตุมาจากไหนได้พระพุทธรูปเป็นไม้ หลวงจีนท่านนั้นก็กล่าวกะสมภารอีกว่า งั้นก็ขอเอาพระพุทธรูปมาเผาอีกสัก ๒ - ๓ องค์ สมภารเมื่อได้ฟังดังนั้นก็มีดวงตาเห็นธรรมในทันที
ปริศนาธรรมตรงนี้หมายความว่า จะหาพุทธะในภายนอกนั้นไม่ได้ พุทธะอยู่ภายในตัวของเรานี้เอง วัตถุบูชาเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น

นิกายอวตัมสก (ฮั่วเงี้ยมจง)
นิกายนี้นับถือพุทธาเวตัมสกมหาไวปุลยสูตร ซึ่งในระยะกาลระหว่างพุทธปรินิพพานแล้ว ๕๐๐ ปี พระสูตรนั้นยังไม่ถึงกาลจะควรแพร่หลาย ได้ถูกประดิษฐานซ่อนเร้นอยู่ในมณเฑียรเมืองใต้บาดาลจนถึงสมัยท่านนาคารชุน ท่านลงไปเมืองพญานาคท่องพระสูตรนั้นจนจำได้คล่องแคล่วแล้วขึ้นมาเผยแผ่แก่มนุษย์ เชื่อกันว่าพระสูตรนี้มี ๓ ฉบับ ๆ ที่แพร่หลายเป็นฉบับเล็ก ประกอบด้วยหนึ่งแสนโศลก ฉบับกลางมี ๑,๙๘๘,๘๐๐ โศลก ส่วนฉบับใหญ่นั้นมีโศลกนับไม่ถ้วน ในราวพุทธศตวรรษที่ ๙ ท่านพุทธภัทรแปลสูตรนี้สู่ภาษาจีน ต่อมาในราชวงศ์ถัง ท่านศึกษานันทะได้เป็นผู้แปลซ้ำอีกครั้งหนึ่ง จึงถือกันว่าเป็นฉบับที่สมบูรณ์ พระสูตรนี้ถูกกับนิสัยชาวจีนมากในพุทธศตวรรษที่ ๑๑ คณาจารย์จีนองค์หนึ่งชื่อ โต่วสุง ได้ตั้งนิกายอวตัมสกะขึ้นและมาเจริญในสมัยเฮียงซิ้ว

นิกายสุขาวดี (เจ้งโท้วจง)
นิกายสุขาวดี ผู้เป็นต้นของนิกายนี้คือ คณาจารย์ฮุยเอี้ยงมีชีวิตอยู่ในสมัยราชวงศ์จิ้น ในราวศตวรรษที่ ๙ ตั้งสำนักอยู่บนภูเขาลู้ซัว บนภูเขาขุดสระใหญ่ ปลูกดอกบัวขาวเต็มสระ คณาจารย์ฮุยเอี้ยงพร้อมทั้งสาวกหลายพันคนนั่งสวดมนต์หน้าสระนี้ โดยให้การสมมติว่า สระนี้เป็นสระทิพย์ในแดนสุขาวดี ซึ่งท่านตั้งจิตปรารถนาจะไปเกิด นิกายสุขาวดีที่ท่านตั้งขึ้นในชั้นแรก ได้อาศัยข้อความในพระสูตรชื่อว่า "พุทธธฺยานสาครสูตร" คือเพ่งจิตถึงพระอมิตาภะพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ต่อมาในราชวงศ์ถัง มีคณาจารย์ชานเตา ได้วางระเบียบปฏิบัติโดยยึดถือเอาพระสูตรอีก ๓ สูตรเป็นหลักคือ
๑. มหาสุขาวดีวยูหสูตร
๒. จุลลสุขาวดีวยูหสูตร
๓. อมิตายุรธฺยานสูตร
นิกายสุขาวดี จึงเป็นนิกายสำหรับสามัญชนง่าย ๆ ทั่วไป ไม่มีหลักอภิปรัชญาหนัก ๆ ที่ต้องทำให้คิดมากนัก การไปบังเกิดในแดนสวรรค์สุขาวดีเน้นความภักดีเป็นหลักจึงทำให้สามัญชนเข้าถึงได้ง่าย คือสอนให้มีความภักดีในพระพุทธเจ้าอมิตาภะอย่างเดียวก็สามารถพ้นจากความทุกข์ได้ ไม่ต้องอธิบายเหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น จึงถูกกับจริตของคนที่ชอบลงทุนน้อยแต่ได้ผลกำไรตอบแทนมามาก คณาจารย์ชานเตาได้สรุปหัวใจของนิกายสุขาวดีไว้ ๓ ข้อคือ
๑. สิ่ง แปลว่า ความเชื่อ ต้องปลูกศรัทธาอย่างซาบซึ้งในองค์พระอมิตาภะ
๒. ง่วง แปลว่า ตั้งปณิธานอธิษฐานเพื่อไปเกิดในสุขาวดีอย่างแน่วแน่
๓. เหง แปลว่า คือปฏิบัติกายวาจาใจ ให้อยู่ในกุศลธรรม โดยเฉพาะการเปล่งคำบูชาพระอมิตาภะว่า "นโม อมิตาภาย พุทฺธาย" ข้อความนี้จะต้องท่องบ่นวันละหลาย ๆ หน ยิ่งมากเท่าไรยิ่งดี วิธีภาวนามีการนับลูกประคำ ประคำเม็ดหนึ่งต่อการภาวนาบทหนึ่ง เมื่อเปรียบกับคติธรรมในเถรวาทแล้ว ข้อปฏิบัติในนิกายสุขาวดีจึงเป็นการเจริญสมถภาวนา แบบหนึ่งเพื่อทำจิตให้สงบได้


เสถียร โพธินันทะ, ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ฉบับมุขปาฐะ, เล่ม ๑ น. ๒๑๔
เสถียร โพธินันทะ เรื่องเดิม น. ๒๓๖