ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๕ - พระพุทธศาสนาในประเทศจีน
ประเทศจีนเป็นประเทศที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ปัจจุบันประเทศจีนปกครองด้วยระบบคอมมิวนิตส์ และเปลี่ยนมาปกครองด้วยระบบสาธารณรัฐเมื่อปี ค.ศ. 1911 เรียกชื่อเป็นทางการว่าประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก มีเนื้อที่รวมกันทั้งหมด ๙,๕๖๑,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร เมืองหลวงชื่อว่า ปักกิ่ง ภาษาประจำชาติคือภาษาจีน ประชากรของประเทศมีประมาณ ๑,๒๒๑.๕ ล้านคนเศษ อัตราการอ่านออกเขียนได้ของประชากรมีประมาณ ๗๐ % ศาสนาที่มีคนนับถือในประเทศจีนคือ พุทธศาสนา ศาสนาขงจื๊อ และศาสนาเต๋า

พระพุทธศาสนาในสมัยราชวงศ์ฮั่น
พระพุทธศาสนาเข้าไปสู่ประเทศจีน ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๖ (A.D. 58-75) ในสมัยราชวงศ์ฮั่น พระเจ้าจักรพรรดิฮั่นมิ่งเต้หรือฮั่นเม้งเต้ พระองค์ทรงเห็นมนุษย์ทองคำมีแสงรัศมีสว่าง พุ่งออกจากด้านหลังถึงคอ เหาะมาในบรรยากาศและลงมาสู่พื้นดิน พระองค์ได้รับถวายคำแนะนำจากโหรประจำราชสำนักว่า มนุษย์ทองคำที่เหาะมาในความฝันนั้น บางทีอาจจะเป็นพระพุทธเจ้าจากประเทศอินเดียก็ได้ พระเจ้ามิ่งเต้จึงได้ทรงส่งคณะทูตไปประเทศอินเดียเพื่อให้นำเอาพระพุทธศาสนากลับมาสู่ประเทศจีน เมื่อคณะทูตกลับมาสู่ราชสำนักโลยาง (Lo-yang) พร้อมกับคณะที่มาด้วยเป็นพระภิกษุชาวอินเดีย ๒ รูป ชื่อว่า พระกัสปมาตังคะและพระธรรมรักษ์ ซึ่งก็นำเอาพระพุทธรูปและคัมภีร์ทางศาสนาเข้ามาด้วย พระภิกษุชาวอินเดียทั้งสองได้รับการต้อนรับด้วยความยินดียิ่งจากพระเจ้ามิ่งเต้ และให้พำนักอาศัยอยู่ที่วัดม้าขาว (White Horse Temple) หรือภาษาจีนเรียกว่าวัด "แปะเบ้ยี่" และถือว่าเป็นวัดแรกที่สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ม้าที่บรรทุกพระธรรมคัมภีร์มา ในเวลาต่อมา ท่านทั้งสองก็ได้แปลพระสูตรเป็นภาษาจีน ๔๒ สูตร และนับได้ว่าพระเจ้าฮั่นมิ่งเต้เป็นปฐมกษัตริย์ที่ทรงนับถือพระพุทธศาสนาเป็นพระองค์แรกของประเทศจีน

พระพุทธศาสนาในสมัยสามก๊กหรือยุคน่ำปัก
ในยุคนี้เรียกได้ว่าเป็นยุคปลายสมัยสามก๊ก พระเจ้าโจผีราชวงศ์โจโฉ ทรงอาราธนาพระภิกษุ ชาวอินเดียชื่อว่า "พระธรรมกาละ" เข้ามาเป็นพระอุปัชฌาย์แก่ประชาชนชาวจีนที่ต้องการอุปสมบท ก่อนหน้านี้ชาวจีนอุปสมบทไม่ได้ นับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ชาวจีนอุปสมบทในประเทศของตนได้ พระธรรมกาละยังได้แปลวินัยปาฏิโมกข์ขึ้นเป็นการเปิดศักราชแห่งนิกายวินัยขึ้นในจีนอีกด้วย

พระพุทธศาสนาในสมัยราชวงศ์จิ้น
พระพุทธศาสนาได้แพร่ไปยังประชาชนทั่วไป ธรรมทูตจากเอเซียกลางบ้าง จากอินเดียบ้าง จาริกเข้าสู่ประเทศจีนไม่ขาดระยะ สมัยนี้ศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองมาก หลวงจีนฟาเหียนได้เดินทางไปศึกษาภาษาสันสกฤตและพระธรรมวินัยควบคู่กันไป และท่องเที่ยวนมัสการสังเวชนียสถานทั่วชมพูทวีป แล้วเดินทางกลับทางเรือผ่านเกาะสิงหล เกาะชวา กลับถึงประเทศจีน เมื่อ พ.ศ. ๙๕๗ รวมระยะเวลา ๑๕ ปี ท่านได้นำพระธรรมวินัยปิฎกและพระปฏิมากรกลับมาด้วย ในครั้งนั้นท่านยังได้เขียนจดหมายเหตุเรื่องเดินทางไปประเทศอินเดียอย่างละเอียดละออสามารถใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของนักค้นคว้าทั่วไป และได้ลงมือแปลคัมภีร์ที่นำมาจากอินเดียด้วย
ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๐ ท่านกุมารชีพซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังทั่วเอเซียกลางที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "ติปิฏกธราจารย์" ได้รับนิมนต์ให้เข้ามาสู่ประเทศจีน ท่านกุมารชีพทำการแปลพระสูตร พระวินัย พระอภิธรรม มากกว่า ๓๐๐ ผูก และแปลศาสตร์ต่าง ๆ ของฝ่ายศูนยตวาทิน ทำให้ปรัชญามาธยมิกเจริญแพร่หลาย พร้อมกันนั้นยังได้แปลคัมภีร์สัตยสิทธิศาสตร์ ผลงานของท่านได้รับความนับถืออย่างสูง โดยเฉพาะภาษาหนังสือที่ท่านแปลออกมาสู่ภาษาจีนเป็นสำนวนที่ไพเราะซาบซึ้ง จนถือเป็นแบบฉบับของภาษาชั้นสูงของประเทศจีน ประชาชนหันมานับถือพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก วัดอารามได้ถูกสร้างขึ้นเป็นจำนวนมาก

พระพุทธศาสนาในสมัยพระเจ้าเหลียงบู๊ตี้
ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ พระเจ้าเหลียงบู๊ตี้เป็นปฐมราชวงศ์เหลียง ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระเจ้าอโศกของจีน พระองค์วางรากฐานพระพุทธศาสนาไว้อย่างมั่นคง ทรงอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญแพร่หลาย ในยุคนี้ท่านโพธิธรรมซึ่งชาวจีนเรียกว่า "ตั้กม้อโจ้วซือ" ท่านเป็นผู้นำนิกายเซียมจงหรือนิกายเซนเข้ามาสู่ประเทศจีน ทางอุตตรนิกายยกย่องท่านในตำแหน่งพระบุพพาจารย์อันดับหนึ่ง นิกายของท่านได้รับการยกย่องนับถืออย่างสูงจากพระเจ้าจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ถัง และในปลายศตวรรษที่ ๑๒ ก็มีพระโพธิรุจิอีกรูปหนึ่งเดินทางเข้าสู่ประเทศจีน ท่านได้แปลทศภูมิศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ อีกมากมายพร้อมกับให้กำเนิดนิกายภูมิศาสตร์
ในปลายศตวรรษที่ ๑๒ นี้ ก็ยังมีคณาจารย์จีนอีกท่านหนึ่งชื่อว่าตี้เจี้ย ได้ประกาศปรัชญานิกายเทียนไท้แพร่หลาย ท่านเป็นผู้ที่มีเกียรติคุณโด่งดังมีศิษย์บริวารเป็นจำนวนมาก นิกายเทียนไท้เจริญมากในประเทศจีน และยังเป็นที่เคารพของพระเจ้าจักรพรรดิอีกด้วย

พระพุทธศาสนาในสมัยราชวงศ์ถัง
พระพุทธศาสนาในสมัยราชวงศ์ถัง มีพระภิกษุชาวจีนที่มีชื่อเสียงโด่งดังท่านหนึ่ง ชื่อว่าเฮี่ยงจัง หรือเรารู้จักกันในนาม "พระถังซำจั๋ง" เป็นชาวมณฑลโฮนาน ท่านเป็นติปิฏกธราจารย์ ได้เดินทางไปศึกษาพุทธธรรมในประเทศอินเดีย โดยได้ไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่มหาวิทยาลัยนาลันทา ประกอบกับท่องเที่ยวนมัสการปูชนียสถานที่อินเดีย รวมเวลาไปกลับ ๑๖ ปี เมื่อจาริกกลับประเทศจีนท่านได้เริ่มแปลคัมภีร์ได้จำนวนได้ ๑,๓๓๕ ปริเฉท และยังได้เขียนบันทึกการเดินทางไปอินเดียชื่อว่าบันทึกแคว้นตะวันตก หนังสือเล่มนี้ ได้นำประโยชน์อย่างมหาศาลแก่นักศึกษาผู้ค้นคว้าหรือนักโบราณคดี ตลอดถึงนักประวัติศาสตร์ นักศาสนา ได้รับประโยชน์เช่นกัน เพราะท่านได้บันทึกลัทธิศาสนาของประเทศอินเดียโบราณและของประเทศบริเวณแถบเอเซียกลาง
ในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ก็มีสมณอี้จิง ชาวเมืองฟันยาง จาริกไปประเทศอินเดียศึกษาพระธรรมวินัยด้วยความเพียรอยู่ร่วม ๒๕ ปี ได้เดินทางไปหลายประเทศ และเดินทางกลับประเทศจีนโดยทางเรือ พร้อมทั้งอัญเชิญพระคัมภีร์มาเกือบ ๔๐๐ ผูก ท่านได้ร่วมกับพระภิกษุอื่นแปลพระคัมภีร์รวมได้ ๕๖ เรื่อง
พระพุทธศาสนาในสมัยราชวงศ์ถัง นับได้ว่าเป็นสมัยที่พระพุทธศาสนาได้เจริญถึงขีดสูงสุด จนได้ชื่อว่าเป็นยุคทองของพระพุทธศาสนาในประเทศจีนเลยทีเดียว ประชาชนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแรงกล้า ชนชั้นปัญญาชนได้ช่วยกันสนับสนุนเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างสำคัญ

พระพุทธศาสนาในสมัยราชวงศ์หงวน
พระพุทธศาสนาในสมัยของราชวงศ์หงวน ปรากฏว่าพระเจ้ากุ๊บไลข่านทรงเลื่อมใสพระพุทธศาสนาแบบมหายานในลัทธิตันตระมนตรยานแบบธิเบต และทรงยกย่องพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำสำนัก โปรดให้พิมพ์พระไตรปิฎกขึ้นใหม่ ยกเลิกเก็บภาษีวัด ทรงศรัทธามากในพระลามะ ธิเบตรูปหนึ่งชื่อว่า ฟาซือปา ในกาลต่อมาลามะฟาซือปาได้รับการสถาปนาให้เป็นสกลสังฆปริณายก

พระพุทธศาสนาในสมัยราชวงศ์เหม็ง
ในสมัยราชวงศ์ของพระเจ้าไท่โจ้ว หรือฮั่งบู๊ พระพุทธศาสนาได้รับการยกย่องเป็นอย่างดีจากกษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิกายสุขาวดีกับนิกายเซน ได้รับการยกย่องจากราชการอีกด้วย
แต่เมื่อมาถึงสมัยของพระเจ้าซีจง กษัตริย์องค์นี้เลื่อมใสในลัทธิเต๋ามาก และกระทำพระองค์เป็นปฏิปักษ์กับพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาจึงถูกทำลายครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เริ่มทำลายพระพุทธรูปทำลายวัด ให้นักบวชพวกเต๋ายินเข้าไปอยู่ในวัด วัดถูกแปลงเป็นสำนักเต๋า

พระพุทธศาสนาในสมัยราชวงศ์ชิงหรือเซ็ง
เมื่อราชวงศ์เซ็งซึ่งเป็นเผ่าแมนจูได้บังคับให้ประชาชนไว้ผมเปีย และให้แต่งกายแบบแมนจู มีชาวจีนโดยเฉพาะพวกฮั่นได้ถูกประหารชีวิตไปเป็นจำนวนมาก กิจการทางด้านพระพุทธศาสนา กลับกวดขันในการบวช โดยต้องได้รับอนุญาตจากทางการก่อนจึงจะบวชได้ ห้ามสร้างวัดใหม่ แต่ก็ยังให้การสนับสนุนทางศาสนาอยู่บ้าง เช่น ให้รวบรวมพระไตรปิฎกถวายวัดทุกวัด พร้อมทั้งให้แปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาแมนจูเรีย ทรงอุปถัมภ์เฉพาะพระลามะเท่านั้น

พระพุทธศาสนาในสมัยจีนเป็นสาธารณรัฐ
หลังจากระบอบการปกครองด้วยพระมหากษัตริย์ล้มสลาย หันมาปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์ ทำให้จีนไม่มีศูนย์กลางแห่งความสามัคคี พวกทหารนายกอง นักการเมือง ต่างแย่งชิงแสวงหาอำนาจ ทุกคนมีความต้องการเป็นประธานาธิบดีด้วยกันทั้งสิ้น
สถานการณ์ทางพระพุทธศาสนา ในสมัยที่ประเทศจีนปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์ พระพุทธศาสนาก็เป็นเหมือนวัตถุโบราณชิ้นหนึ่งเสื่อมถอยลง ไม่เฉพาะศาสนาพุทธเท่านั้น ศาสนาทุกศาสนาก็ถือว่าขัดกับลัทธิมาร์กซ์ทั้งสิ้น ลัทธิคอมมิวนิสต์ถือว่า ศาสนานั้นเป็นกาฝากสังคม (Social Parasite) สูบเลือดเอาประโยชน์จากสังคม แต่คืนกำไรให้กับสังคมน้อย ศาสนาเป็นเหมือนกับยาฝิ่น (Religion is Opium) ทำให้คนพัฒนาได้ยาก เป็นคนไร้ประสิทธิภาพ ดังนั้น ศาสนาจึงไม่ควรจะมีอยู่เคียงคู่กับลัทธิคอมมิวนิสต์ หลังจากแผ่นดินใหญ่ถูกปกครองด้วยคอมมิวนิสต์ ฝ่ายจีนเสรีซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นชาวพุทธได้อพยพไปอยู่เกาะฟอร์โมซาหรือประเทศไต้หวันในปัจจุบัน


The path of the Buddha by Kenneth W. Morgan, printed in India at Shri Jainendra Press p. 184