ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๕ - พระพุทธศาสนาในประเทศธิเบต
พระพุทธศาสนาได้เข้าไปสู่ประเทศธิเบต ซึ่งเป็นดินแดนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะประมาณ คริสตวรรษที่ ๗ หรือประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ สมัยพระเจ้าสองตะสัน กัมโป (Songtsan-Gampo) ในระยะเวลานั้นหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้ตั้งมั่นมาหลายศตวรรษแล้วในประเทศจีนแถบตะวันออก แถวแคชเมียร์ และแถวโกตัน (Khotan) ตะวันตก มีความพยายามกันหลายด้านที่จะนำพระพุทธศาสนาเข้ามาสู่ดินแดนหิมะแห่งนี้ แต่ว่ามีภาวะเงื่อนไขหลายอย่างไม่เอื้ออำนวย จนกระทั่งประเทศธิเบตได้รวมเป็นหนึ่งด้วยกันภายใต้ศูนย์รวมอำนาจที่เข้มแข็ง พร้อมกับลัทธิศาสนาที่เก่าแก่ของธิเบตคือลัทธิโบนได้เสื่อมถอยลง
ประเทศธิเบตเป็นประเทศที่มีลัทธิศาสนาเป็นของตนเองเป็นเวลานานมาแล้ว ก่อนที่พระพุทธศาสนาจะเข้าไปสู่ธิเบต ลัทธิศาสนาที่เก่าแก่ของธิเบตก็คือ ลัทธิโบน (Bonism) ลัทธินี้มีลักษณะความเชื่อคือ บูชาสวรรค์ วิญญาณ ภูเขา แม่น้ำ ต้นไม้ และมีความเชื่อลักษณะทางธรรมชาติอื่น ๆ ในยุคโบราณลัทธิโบนเอามนุษย์และสัตว์บูชายัญ ทุกวันนี้ก็ยังคงทำพิธีสังเวยแก่ดวงวิญญาณ เคารพนับถือธรรมชาติ ตามลัทธิที่ตนเองเคยปฏิบัติมานั่นแหละ
ลัทธิโบนมีลักษณะตรงกันข้ามกับพระพุทธศาสนาโดยสิ้นเชิง แต่ก็ได้ดำเนินสืบต่อเรื่อยมาเป็นเวลาช้านานหลายศตวรรษ จนกระทั่งพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้รับการยอมรับในประเทศธิเบต แต่ลัทธิโบนก็ยังคงประพฤติปฏิบัติมากระทั่งจนทุกวันนี้ และได้ร่วมมือกับพระพุทธศาสนากลายเป็นพระพุทธศาสนาแบบธิเบต ก็เพื่อเป็นการดำรงรักษาวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของธิเบตไว้
ครั้นต่อมา พระเจ้าสองตะสัน กัมโป ได้ทำสงครามกับประเทศจีนและตีเมืองเสฉวนได้ กษัตริย์ในสมัยราชวงศ์ถัง คือ พระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ใช้วิธีผูกมิตรกับธิเบตด้วยการยกเจ้าหญิงในราชสกุลองค์หนึ่งให้เป็นมเหสีของกษัตริย์ธิเบต เจ้าหญิงองค์นี้มีนามว่า บุ้นเซ้งกงจู๊ ในขณะเดียวกันธิเบตก็รุกรานเนปาล กษัตริย์เนปาลก็ใช้วิธีแบบกษัตริย์จีน โดยการยกราชธิดาให้เพื่อเป็นการปลูกสัมพันธไมตรี และเจ้าหญิงองค์นี้ทรงพระนามว่า กฤกุฎีเทวี เป็นความโชคดีของพระพุทธศาสนาที่เจ้าหญิง ทั้งสองพระองค์ทรงเป็นพุทธมามกะ เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ต่างอัญเชิญพระพุทธรูปและพระธรรมคัมภีร์เข้าไปยังธิเบตด้วย และได้ชักชวนพระเจ้าสองตะสัน กัมโป ให้ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และก็เป็นผลตามที่พระนางขอร้องจริง ๆ พระเจ้าสองตะสัน กัมโป ได้ให้สร้างวัดทางพระพุทธศาสนาขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศธิเบตชื่อว่า "วัดโจกัง" (Jokhang) ตั้งอยู่ในเมืองลาสา (Lhasa)
ปัจจุบันเรารู้จักศาสนาพุทธในธิเบตอย่างดี พระธิเบตเรียกว่า ลามะ ซึ่งเป็นคำที่ทั่วโลกรู้จักเช่นเดียวกับที่รู้จักประเทศธิบต คำว่า "ลามะ" หมายถึงสูงสุดยอด เช่นเดียวกับคนไทยเราเรียกว่า "พระ" แปลว่า ประเสริฐ คำว่าลามะไม่ใช่มีความหมายหรือใช้เรียกแต่พระอย่างเดียว อาจรวมไปถึงอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญปฏิบัติธรรม และมีความรอบรู้ธรรมะ ดังนั้น ลามะจึงอาจเป็นทั้งพระสงฆ์หรือฆราวาสก็ได้

พระพุทธศาสนาเข้าสู่ธิเบต
นิกายทางพุทธศาสนามหายานที่สามารถเข้าไปตั้งในธิเบตได้สำเร็จนั้นเป็นนิกายพุทธันตรยานหรือตันตรมนตรยาน ซึ่งเป็นนิกายที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยเวทย์มนต์อาคมขลัง นับได้ว่าเป็นช่วงจังหวะกับที่ประเทศธิเบตมีลัทธิศาสนาดั้งเดิมหนักไปทางถือเวทย์มนต์อาคมขลังอยู่แล้ว ก็เลยถูกจริตรสนิยมของคนธิเบต ถ้าเป็นนิกายอื่น ๆ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าพระพุทธศาสนาจะสามารถเข้าไปหยั่งหลักฐานฝังรากในประเทศนี้ได้หรือเปล่า คณาจารย์ที่มีบทบาทสำคัญในที่นำพระพุทธศาสนาเข้าไปยังประเทศธิเบตมีชื่อว่า ปัทมสัมภวะ (Padmasambhava) ท่านได้รับอาราธนาให้เข้าไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในธิเบต ท่านใช้เวลาไม่นานนักก็สามารถปราบฤทธิ์พวกพ่อมดที่นับถือลัทธิโปนดั้งเดิมได้สำเร็จ และท่านก็ได้เป็นประธานต้นกำเนิดนิกายลามะที่เรียกว่า นิกายนยิงมะปะ (Nyingmapa) ในธิเบต จนก่อให้เกิดศรัทธาความเชื่อถือแก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยพระราชาหลายพระองค์ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์ และยังประกาศพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ต่อมาระยะหลังจากพระสัมภวะก็มีภิกษุชาวอินเดียที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยวิกรมศิลา เช่น พระอติศะได้เดินทางเข้าธิเบตทำการเผยแพร่ศาสนา ตลอดจนได้เขียนหนังสือที่มีชื่อเสียงเล่มหนึ่งชื่อว่า "โพธิบทประทีปศาสตร์" และแปลคัมภีร์เป็นภาษาธิเบต อักษรธิเบตก็มีรากฐานมาจากภาษาสันตกฤต หลักการปฏิบัติและหลักการสอนของพระธิเบต ได้อาศัยแบบอย่างการสอนของมหาวิทยาลัยนาลันทา กระทั่งปัจจุบันก็ใช้หลักเดียวกันตกทอดมาถึงเดี๋ยวนี้

บทบาทของพระสองขะปะ (Tsongkhapa)
เมื่อพระพุทธศาสนาเจริญมาถึงประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ มีคณาจารย์ผู้เป็นชาวธิเบต มีความเชี่ยวชาญแตกฉานในพระไตรปิฎกเป็นอย่างมาก ท่านได้แต่งอรรรถกถาฎีกาเป็นจำนวนมาก เล่มที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ โพธิมรรค อนุปุพพศาสตร์ ใจความของหนังสือเล่มนี้ก็เป็นการอธิบาย คำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับเรื่องของศีล สมาธิ และปัญญานั่นเอง ตลอดจนใช้เป็นตำราเรียนของพระธิเบตมาจนทุกวันนี้
ท่านสองขะปะเห็นความตกต่ำของพระพุทธศาสนาในประเทศ เพราะพระสงฆ์เริ่มละทิ้งการศึกษาพระธรรมวินัย ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ มุ่งกระทำสิ่งนอกธรรมนอก พระวินัย กระทำเรื่องไร้สาระโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระลามะในนิกายยิงมะปะประพฤติตัวเลอะเทอะคือ มีลูกเมียได้ในวัด สร้างความตกต่ำในวงการของพระลามะเป็นอย่างมาก พระสองขะปะจึงจัดตั้งนิกายใหม่ขึ้นมาชื่อว่า นิกายเกลุกะปะ (Gelukpa School) นิกายนี้ยึดมั่นการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดไม่มีลูกไม่มีภรรยา ศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเอาจริงเอาจัง สามารถพลิกฟื้นกลับกลายเป็นนิกายที่มีมหาชนเคารพนับถืออย่างกว้างขวางในระยะเวลาอันสั้น ดาไลลามะทุกพระองค์เป็นภิกษุในนิกายนี้และได้รับการยกย่องเป็นนิกายประจำชาติ

นิกายในประเทศธิเบต
ประเทศธิเบตนับตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๒-๒๐ มีนิกายใหญ่ ๆ ที่แพร่หลายในชุมชนชาวธิเบต มีอยู่ ด้วยกัน ๔ นิกาย คือ
๑. นิกายนยิงมาปะ หรือ นิกายยิงมะปะ (Nyingmapa School) พระปัทมสัมภวะ ซึ่งเป็นภิกษุชาวอินเดียที่นำพระพุทธศาสนาเข้ามาสู่ธิเบตเป็นครั้งแรก เป็นผู้ก่อตั้งขึ้น และแพร่หลายถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ก็เสื่อมลง
๒. นิกายศากยะ (Sakya School) สืบต้นต่อมาจากพระอติศะ นักปราชญ์ชาวอินเดีย มีชีวิตอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗
๓. นิกายกาคะยุปะ (Kagyupa School) มีพระนโรปะชาวอินเดียเป็นผู้เริ่มตั้งนิกาย
๔. นิกายเกลุกะปะ (Gelukpa School) ตั้งขึ้นโดยพระธิเบตชื่อว่า สองขะปะ นิกายของท่านเป็นนิกายที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในประเทศธิเบต นับเป็นนิกายที่เจริญสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ ดาไล ลามะ ทุกองค์จะสังกัดในนิกายนี้ทั้งสิ้น
การปฏิบัติตามหลักนิกายเกลุกะปะ จะต้องผ่านการอบรมชั้นสูงเสียก่อนซึ่งเราเรียกว่า ลามะ อาจใช้เวลาถึง ๒๐ ปี เพื่อขัดเกลานิสัยจิตใจให้ตั้งอยู่ในความสงบ ไม่เกิดความฟุ้งซ่าน ส่วนมากการศึกษาอบรมกระทำกันตามอารามใหญ่ ๆ ในกรุงลาสา การสั่งสอนก็ยึดถืออุปนิสัยของผู้เรียนเป็นหลัก ดังนั้น ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นลามะแล้วย่อมเป็นผู้ทรงคุณวุฒิอย่างแท้จริง พระลามะของธิเบตจึงเป็นผู้ปฏิบัติธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดมีสมาธิอันดีเลิศ เพราะว่าได้ผ่านการชำระจิตใจมาเป็นเวลานาน ความเป็น ลามะจึงมีความสมบูรณ์มากในตัวบุคคลที่ผ่านการฝึกหนักมาอย่างนั้นโดยแท้

ดาไล ลามะ กับการปกครอง
การปกครองในประเทศธิเบต ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ลงมาเป็นลามะ ทั้งสิ้น ฐานันดรสูงสุดในธิเบตมีอยู่ ๒ ตำแหน่ง คือ ดาไล ลามะ, ตาชิ ลามะ ดาไล ลามะถืออำนาจทางอาณาจักรคือเป็นพระมหากษตริย์ ส่วนตาชิ ลามะ ถืออำนาจทางศาสนาปกครองเน้นหนักทางศาสนจักร ชาวธิเบตเชื่อระบบอวตาร ถือกันว่า ดาไล ลามะ อวตารมาจากพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ และตาชิ ลามะ อวตารมาจากอาทิพุทธะ ดังนั้น การสรรหาบุคคลเข้ารับตำแหน่งทั้ง ๒ นี้ จึงมีวิธีการที่แปลกประหลาดมากเมื่อดาไล ลามะ และตาชิ ลามะ สิ้นชีพลง ก็ต้องแสวงหาเด็กที่เชื่อว่าอวตารลงมา พวกเราจึงรู้กันว่า ผู้ที่รับตำแหน่งดาไล ลามะ ในธิเบตนั้น เป็นเด็ก ๆ ทั้งสิ้น
วิธีการสรรหาเด็ก ก็ใช้วิธีการสืบสวนและสดับตรับฟังว่า มีเด็กคนไหนบ้างที่รู้ความลับของลามะทั้งสอง มีการเสี่ยงทาย เช่น นำสิ่งของเครื่องใช้ของดาไล ลามะองค์ก่อนมาให้เด็กเลือก เป็นต้นว่า สมุดคัมภีร์บ้าง พวงประคำ หรือไม้เท้า นำมาปะปนกับของบุคคลอื่น ถ้าเด็กสามารถหยิบเครื่องใช้ของดาไล ลามะองค์เก่าได้ถูกต้อง ก็เลือกเด็กคนนั้น
นี่เป็นหลักการ แต่โดยความเป็นจริงการเลือกนั้น ก็พยายามเลือกสรรหาเด็กที่มีลักษณะดี มีแววแห่งความเฉลียวฉลาดอย่างมาก เมื่อเอามาตั้งขึ้นเป็นลามะสูงสุดแล้ว ก็มีคณะผู้สำเร็จราชการแทนลามะว่าราชการ การบ้านการเมืองแทนไปก่อนจนกว่าเด็กนั้นจะบรรลุนิติภาวะ ในระหว่างนี้ คณะผู้ทำงานแทนก็จะให้การฝึกอบรมให้การศึกษาอย่างดีที่สุดแก่เด็กคนนั้น ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าดาไล ลามะ เป็นผู้ที่มีจรรยามารยาท มีความสง่างาม มีวิสัยทรรศน์อย่างดีมากทีเดียว ตำแหน่งสูงสุด ๒ ตำแหน่ง คือดาไล ลามะ ว่าการทางอาณาจักร และตาชิ ลามะ ว่าการทางศาสนจักรนี้ ต่อมาในภายหลังเหลือเพียงตำแหน่งเดียว คือ ดาไล ลามะ ซึ่งต้องรับผิดชอบในการปกครองทั้งอาณาจักรและศาสนจักร คือเป็นทั้งพระมหากษัตริย์และพระสังฆราชพร้อมกันไปด้วย ก็เป็นอันว่าการปกครองประเทศ ธิเบตเป็นการปกครองโดยพุทธจักรโดยแท้

บทนิคม
ชนชาวธิเบตเป็นผู้ที่มีศรัทธาปสาทะในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง เป็นชนชาติที่น่ารัก มีจิตใจสูง มีความอดทนไม่มีความทุกข์ร้อนเรื่องความยากลำบาก มีความกล้าเผชิญต่อความจริง มีความเมตตาอารีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ให้ถือว่าคนทุกคนที่ท่านพบเป็นเสมือนพระพุทธเจ้า เขาคนนั้นอาจยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าในปัจจุบัน แต่เพราะเขามีความเป็นพุทธะในตัวเอง สักวันหนึ่ง เขาอาจเป็นพระพุทธเจ้าได้
ปัจจุบันนี้เป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง ประเทศธิเบตถูกลัทธิคอมมิวนิสต์จากประเทศจีนเข้ารุกรานและผนวกเอาประเทศธิเบตเป็นส่วนหนึ่งของจีนไปแล้ว องค์ดาไล ลามะ จึงต้องอพยพประชากรของพระองค์ลี้ภัยเข้าไปสู่ประเทศอินเดียตอนเหนือในรัฐหิมาจัลประเทศ (Himachal Pradesh) ประมาณปี ค.ศ. 1954 หรือ พ.ศ. ๒๔๙๗ สมัยประธานาธิบดีเยาวาห์ราล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) ปกครองประเทศ จากอุปนิสัยของชาวธิเบตทั่ว ๆ ไปดังกล่าว เป็นที่ยืนยันได้อย่างชัดแจ้งว่า พระพุทธศาสนาสามารถเปลี่ยนอุปนิสัยใจคอของผู้มีศรัทธาให้กลับกลายไปในทางที่ดีได้ เพราะก่อนที่ชาวธิเบตจะหันมานับถือพระพุทธศาสนาก็เป็นชาวเขาเผ่าหนึ่งที่ไม่มีอารยธรรม ชอบแต่การสงคราม เมื่อพระพุทธศาสนาแพร่หลายเป็นศาสนาประจำชาติธิเบตได้ไม่นาน ชาวธิเบตก็เปลี่ยนสภาพความเป็นอยู่ตรงกันข้าม มีจิตใจใฝ่หาสันติอย่างยิ่ง และกลับกลายเป็นประเทศที่มีอารยธรรมด้านปรัชญาลึกซึ้งประเทศหนึ่งของโลกทีเดียว


The path of the Buddha by Kenneth W. Morgan, printed in India at Shri Jainendra Press p. 237
The path of the Buddha by Kenneth W. Morgan, printed in India at Shri Jainendra Press p. 249
พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ, ศาสนาสากล เล่ม ๔ น. ๕๐๙