ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๔ - พระพุทธศาสนาเสื่อมจากประเทศอินเดีย
เป็นธรรมดาของสิ่งทั้งหลายที่มีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และก็ดับไป ศาสนาก็เป็นสังขารชนิดหนึ่งก็ตกอยู่ในลักษณะสามอย่างเหมือนกัน พอจะกล่าวได้ว่า ในรัชสมัยของพระเจ้ายักษปาละ มีเสนาบดีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อว่า ราวเสน เป็นกบฎได้ทำลายราชวงศ์ปาละ แล้วตั้งวงศ์โสนะขึ้น พระพุทธศาสนาจึงไม่มีผู้นับถือในทางราชการ เพราะราชวงศ์โสนะเป็นฮินดู
ในไม่ช้ากองทัพของข้าศึกได้ยกทัพบุกตีมคธ เผาคัมภีร์หลักธรรมคำสั่งสอน เผามหาวิทยาลัยนาลันทาและวิกรมศิลาจนราบเป็นหน้ากลอง ปล้นสดมภ์เอาทรัพย์สมบัติตามวัดต่าง ๆ และฆ่าฟันภิกษุสงฆ์ทุกรูปที่พบเห็น พระพุทธศาสนาซึ่งเหลือที่มั่นจุดสุดท้ายที่แห่งนี้ ก็ถูกทำลายอย่างถอนรากถอนโคนจนไม่มีอะไรเหลืออีก คณะสงฆ์ที่รอดตายได้หนีเข้าไปในธิเบตและเนปาล ไม่มีผู้ใดกล้ากลับมาอินเดียอีก แต่อย่างไรก็ตาม พระพุทธศาสนาก็ได้ยืนหยัดทำประโยชน์แก่ชาวอินเดียได้นานถึง ๑,๗๐๐ กว่าปี
แต่พระพุทธศาสนากลับไปเจริญรุ่งเรืองในประเทศอื่น ๆ รอบ ๆ อินเดีย แม้กระทั่งปัจจุบัน ชนชั้นปัญญาชนของประเทศทางภาคพื้นยุโรปและอเมริกา เมื่อได้ศึกษาหลักธรรมของศาสนาพุทธอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ต่างมีความเชื่อและศรัทธาศาสนาพุทธมากยิ่งขึ้นตามลำดับ หากศาสนาพุทธไม่ดีเลิศจริง ก็คงไม่สามารถชักจูงให้ชนชั้นปัญญาชนดังกล่าวมีศรัทธาในศาสนาได้อย่างแน่นอนปัจจุบันศาสนาพุทธแบ่งออกเป็นนิกายใหญ่ ๆ ได้ ๒ นิกาย คือ
๑. ทักษิณนิกาย หรือเถรวาทนิกาย เผยแผ่อยู่ในประเทศแถบสุวรรณภูมิเกือบทั้งหมด ซึ่งก็ได้แก่ประเทศไทย พม่า ลาว เขมร รวมทั้งประเทศลังกาด้วย ตามหลักของนิกายมุ่งสอนให้ยึดถือหลักทฤษฎีอรหัตตมรรค เพื่อเป็นการมุ่งสู่พระอรหันต์หรือจุดหมายปลายทางคือพระนิพพาน
๒. อุตตรนิกาย หรือมหายานนิกาย นิกายนี้เผยแผ่ปรากฏในแถบประเทศจีน ญี่ปุ่น เนปาล เวียดนาม เกาหลีใต้ เป็นต้น มีหลักปฏิบัติเพื่อทำจิตของตนให้มีโพธิจิต เพื่อกระทำตนให้เป็นพระโพธิสัตว์ ป็นการสะสมบารมีมุ่งสู่พุทธภูมิ