ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๔ - พระพุทธศาสนาสมัยพระเจ้าศีลาทิตย์
ในราวประมาณศตวรรษที่ ๑๐ เมื่อสิ้นราชวงศ์คุปตะแล้ว อินเดียก็เกิดการแตกแยกเป็นรัฐเล็กรัฐน้อยขาดความเป็นเอกภาพ จนกระทั่งมาถึงยุคของพระเจ้าศีลาทิตย์ หรือพระนามเดิมว่า หรรษวรรธนะ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าประภากรวรรธนะแห่งเมืองธาเนศวร พระองค์อยู่ในฐานะพระมหากษัตริย์ที่เด่นมากพระองค์หนึ่งของอินเดีย พระเจ้าศีลาทิตย์ทรงพอพระทัยในรูปแบบการปกครองของพระเจ้าอโศกเป็นอย่างมาก และทรงดำเนินตามปฏิปทาของพระเจ้าอโศกหลายอย่างเช่น
ทรงให้การสนับสนุนศาสนาทุกศาสนา ทรงสร้างโรงพยาบาล วิหาร ธรรมศาลา และสถานสงเคราะห์แก่ผู้ยากไร้
ทรงตั้งกฎมาฆาต คือห้ามการฆ่าสัตว์ เบียดเบียนสัตว์ เว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ ทรงปฏิบัติเช่นเดียวกับพระเจ้าอโศก
ทรงจัดให้มีการประชุมศาสนาครั้งใหญ่ขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา โดยอาราธนานักบวชในพระพุทธศาสนา ศาสนาฮินดู และเชน เข้าร่วมประชุมโต้วาทีธรรมะกัน มีพระราชาจากแคว้นต่าง ๆ เข้าร่วมประชุมถึง ๒๐ องค์
ในสมัยของพระเจ้าศีลาทิตย์นี้เองได้มีภิกษุนักธุดงค์ชาวจีนที่มีชื่อเสียงก็คือ สมณะเฮี่ยงจัง ได้เดินทางมาถึงอินเดียและได้เข้าเฝ้าพระเจ้าศีลาทิตย์ด้วย ท่านได้เขียนบันทึกถึงพระจริยาวัตรของกษัตริย์องค์นี้อย่างละเอียดว่า ทุก ๆ วันพระองค์จะต้องบำเพ็ญทานแก่พระสงฆ์ ๑,๐๐๐ รูป และทุกรอบ ๕ ปี พระองค์จะต้องบำเพ็ญมหาทานครั้งหนึ่ง ณ ตำบลปยาคะ ซึ่งเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่แม่น้ำคงคาและยมุนาสองสายไหลมาบรรจบกัน
พระเจ้าศีลาทิตย์ทรงครองราชย์อยู่ได้ประมาณ ๔๐ ปี ก็สวรรคต พระองค์ทรงให้การสนับสนุนพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จากนั้นอินเดียก็กลับเข้าสู่ยุคระส่ำระสายอีกครั้งหนึ่ง เริ่มด้วยเสนาบดีของพระองค์คนหนึ่งชื่อว่า อรชุน เป็นกบฎล้มล้างราชวงศ์หรรษะลงตั้งตนเป็นราชา แต่ก็ต้องเสียทีกองทัพจีนซึ่งยกข้ามภูเขาหิมาลัยเข้ามา มีกองทัพของพวกเนปาลและธิเบตเข้าร่วมด้วย พระเจ้าอรชุนถูกจับตัวไปเป็นเชลยในเมืองจีน ดังนั้น อินเดียจึงกลับไปสู่ระบบรัฐเล็กรัฐน้อยอีกครั้ง