ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๔ - นิกายมหายานในสมัยพุทธกาล
นิกายมหายานที่แพร่หลายในอินเดียสมัยพุทธกาล เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วก็มีอยู่ ๓ ทัศนะด้วยกัน คือ
- นิกายศูนยวาท
- นิกายโยคาจาร
- นิกายจิตอมตวาท
นิกายศูนยวาท นิกายนี้บางครั้งก็เรียกว่า มาธยมิกะ แปลว่านิกายสายกลางท่านผู้เป็นต้น นิกายศูนยวาทก็คือพระนาคารชุนนั่นเอง มีชีวิตอยู่ในพุทธศตวรรษที่ ๗ พระนาคารชุนได้อธิบายด้วยระบบวิภาษวิธีซึ่งก่อให้เกิดความตื่นเต้นในวงการนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก งานสำคัญของพระนาคารชุนก็คือหนังสือปรัชญาปารมิตาสูตรหรือปรัชญาศูนยวาท เป็นหนังสืออย่างที่โลกทางพระพุทธศาสนาไม่เคยมีมาก่อน เป็นหนังสือที่เสนอแนวความคิดใหม่ ๆ ให้กับคนได้เข้าใจหลักพระพุทธศาสนา หนังสือปรัชญาปารมิตาสูตรถือเป็นเพชรน้ำเอกของมหายานที่ได้อธิบายเกี่ยวกับพุทธมติด้วยหลักตรรกวิทยา (Syllogism) เช่นว่า "การทำความชั่วทุกอย่างควรถูกตำหนิ การพูดมุสาเป็นความชั่วชนิดหนึ่ง ฉะนั้น การพูดมุสาจึงควรถูกตำหนิ" เป็นต้น
นิกายศูนยวาทได้อธิบายว่า คำว่า "ศูนยตา" ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรเลย เหมือนกับ เลขศูนย์ ( ๐ ) ของไทยเรา คำว่า "ศูนยตา" ต่างกับคำว่า อุจเฉทะหรือนัตถิกะ ซึ่งแปลว่าขาดศูนย์ไม่มีอะไรเลย เป็นคำปฏิเสธแบบเด็ดขาด ศูนยตาหมายถึงความไม่มี สวลักษณะหรือสวภาวะเท่านั้น คือไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะเป็นอยู่ด้วยตัวมันเอง โดยไม่มีความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น ๆ อีก นิกายศูนยวาทถือว่า ทุกสิ่งเป็นสิ่งสัมพันธ์กันหมด มีข้อเปรียบเทียบที่เห็นได้ง่ายก็คือ ความยาว กับ ความสั้น โดยความรู้สึกทั่วไปของคนเราเข้าใจว่ามันมีอยู่ แต่โดยความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้มีอยู่อย่างที่เราเข้าใจ
เช่น
A ---------------------------------------
B -----------------------------------------------
C ---------------------------------------------------------
จะเห็นว่า ความยาวและความสั้นมีได้เพราะความสัมพันธ์กัน ถ้าปราศจากความสัมพันธ์กันแล้วความยาวความสั้นก็ไม่มี นั่นก็หมายความว่าสวลักษณะของความยาวและความสั้นไม่มี เมื่อสวลักษณะไม่มีเช่นนี้ จึงเรียกว่า "ศูนยตา" เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ปรัชญาศูนยตาของท่านนาคารชุนนั้นถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรจะคงอยู่เป็นอยู่ด้วยสภาวะของตัวมันเองได้ โดยสมมติสัจจะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นและไม่เห็นเป็นเพียงภาพมายา โดยปรมัตถสัจจะแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นศูนยตา แม้แต่การหลุดพ้นก็เป็นศูนยตา ท่านนาคารชุนได้อธิบายว่าเมื่อ สังขตะเป็นศูนยตา อสังขตะก็เป็นศูนยตาไปด้วย นิพพานจึงไม่เป็นทั้งภาวะและอภาวะ ไม่เป็นทั้งอัตตาและอนัตตา อยู่เหนือสภาวะทั้งสองโดยสิ้นเชิง
นิกายโยคาจาร นิกายนี้บางครั้งก็เรียกว่าวิชญาณวาท หรือวิญญาณวาทมีความเห็นที่ตรงกันข้ามกับนิกายศูนยวาท และเป็นนิกายคู่ปรับของนิกายศูนยวาทเป็นอย่างมาก คณาจารย์ผู้เป็นต้นกำเนิดของนิกายนี้คือ พระไมตรียนาถ ท่านได้เขียนคัมภีร์ชื่อว่า อภิสมยลังการ มีสานุศิษย์ที่เด่นอยู่ท่านหนึ่งชื่อว่า พระอสังคะ ท่านได้แต่งตำรามากมาย เช่น โยคาจารภูมิศาสตร์ เป็นต้น และมีน้องชายอีกคนหนึ่งชื่อว่า วสุพันธุ ท่านอสังคะและวสุพันธุเดิมนั้นบวชเรียนอยู่ในนิกายสรวาสติวาท มาภายหลังจึงแปลงมาเป็นมหายาน
นิกายโยคาจารมีหลักปรัชญาว่า "สรรพสิ่งในโลกล้วนเป็นภาพสะท้อนออกไปจากดวงจิต เรียกว่า อาลยวิญญาณ" อาลยวิญญาณคือธาตุรู้ มีหน้าที่อยู่ ๓ ประการคือ
๑. มีหน้าที่รู้เก็บ คือเก็บเอาพลังของการกระทำทุกอย่างไม่ให้ขาดตกบกพร่อง สิ่งต่าง ๆ ที่ถูกนำมาเก็บไว้ในอาลยวิญญาณนี้เรียกว่า "พีชะ" เช่น กุศลพีชะ อกุศลพีชะ อัพยากตพีชะ เป็นต้น
๒. มีหน้าที่รู้ก่อ คือก่อสร้างอารมณ์ต่าง ๆ ออกมา เช่น อารมณ์ โลภ โกรธ หลง เป็นต้น เป็นปรากฏการณ์ของอาลยวิญญาณทั้งสิ้น รวมทั้งสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเช่น ภูเขา แม่น้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง เป็นต้น
๓. มีหน้าที่ปรุง คือปรุงแต่งอารมณ์ให้วิจิตรพิสดารออกไป เป็นไปตามกระแสแห่งตัณหา ปรุงแต่งกรรมดีบ้าง กรรมชั่วบ้าง ก่อให้เกิดผลวิบาก ส่งผลเป็นพีชะเข้าไปเก็บไว้ในอาลยวิญญาณอีกวนเวียนอยู่อย่างนี้จนกว่าจะสิ้นภพหมดชาติ
สรุปได้ว่า นิกายโยคาจารเป็นพวกประเภท "จิตนิยม" (Idealism) เพราะนิกายนี้ถือว่าจิตเป็นสิ่งสำคัญกว่าร่างกายหรือวัตถุ โดยสอนว่าโลกวัตถุเป็นเพียงมโนภาพ เพราะเป็นสิ่งที่ถูกปรุงแต่งออกไปจากพีชะในจิต ถ้าไม่มีอาลยวิญญาณเสียแล้ว สิ่งทั้งหลายทั้งปวงก็ไม่มี เหมือนกับดวงอาทิตย์ ความจริงแล้วมีดวงเดียว แต่ปรากฏเป็นหลายดวงแก่คนตาพิการ เป็นต้น มันเป็นภาพสะท้อนออกไปจากพีชะในจิตนั่นเอง
ถ้าจะมีคำถามว่าเจ้าพีชะนั้นมาจากไหน ก็ตอบได้ว่าเจ้าตัวพีชะนั้นเป็นอนมตัคคพีชะคือพีชะที่มีเบื้องต้นท่ามและที่สุดไม่มีใครรู้ได้ ถ้าจะถามต่อไปว่า ถ้าโลกทางวัตถุเป็นเพียงมโนภาพซึ่งกระจายออกมาจากพีชะในอาลยวิญญาณแล้ว เราก็สามารถสร้างบ่อน้ำมันขึ้นในเมืองไทย สร้างภูเขาน้ำแข็งในเมืองไทยได้ ก็ตอบได้ว่าไม่ได้ เพราะสิ่งบางอย่างในโลกนี้เกิดจากสหกรรมของมนุษย์และสัตว์ดิรัจฉานร่วมกัน ย่อมมีกำเนิดแหล่งที่ชัดเจน จะมาสับเปลี่ยนภายหลังตามความชอบใจของใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้เลย นี้คือทัศนะของนิกายโยคาจาร
ข้อสังเกต : นิกายศูนยวาทกับนิกายโยคาจาร เป็นคู่ปรับกันมาทุกยุคทุกสมัย เหมือนขมิ้น กับปูนหรือน้ำกับน้ำมันไม่สามารถจะระคนปนกันไปได้ ข้อที่แตกต่างกันก็คือความเห็นในเรื่อง สวลักษณะหรือสวภาวะ
นิกายศูนยวาทถือว่า โดยโลกสมมติ โลกนิรุตติ หรือโลกบัญญัติแล้วสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่มีสวลักษณะหรือสวภาวะในตัวของมันเอง เป็นมายาทั้งหมด และโดยปรมัตถสัจจะแล้ว สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นศูนยตา
นิกายโยคาจารถือว่า โดยโลกสมมติ โลกนิรุตติ หรือโลกบัญญัติแล้วสิ่งทั้งหลายทั้งปวงจะเป็นมายาไปทั้งหมดไม่ได้ แม้มองจากภายนอกจะไม่ใช่ของจริง แต่พีชะที่มาจากอาลยวิญญาณจนเป็นบ่อเกิดของภาพเหล่านั้นมีสวลักษณะอยู่ด้วย โดยปรมัตถ์ก็ไม่ได้สูญเสียไปทั้งหมด
ยกตัวอย่าง ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีสวลักษณะอยู่ภายในตัวของมันเองแล้ว คนเราทำความชั่ววันนี้ พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องรับความชั่วที่ตัวเองได้กระทำไว้ ถ้าไม่มีสวลักษณะหรือสวภาวะอยู่แล้วใครเล่าจะเป็นคนคอยรับบุญรับบาป นายแดงทำความชั่ววันนี้พรุ่งนี้ก็กลายเป็นคนละคนไปแล้วไม่ต้องรับความชั่วที่ตัวก่อไว้ เหมือนกับปลูกมะละกอถ้าไม่มีสวลักษณะอยู่ก็กลายเป็นมะม่วงมะพร้าวไป
สรุปแล้วนิกายทั้ง ๒ ตีความหมายให้คำนิยามสวลักษณะแตกต่างกัน ฝ่ายศูนยวาทถือว่าขึ้นชื่อว่าสวลักษณะแล้วจะต้องเที่ยงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ฝ่ายโยคาจารถือว่าสวลักษณะนั้นเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถึงจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ยังรักษาคุณสมบัติเดิมเอาไว้ได้ ดังนั้น ฝ่ายศูนยวาทจึงประณาม พวกโยคาจารว่าเป็นพวกสัสสตวาท ฝ่ายโยคาจารก็ประณามพวกศูนยวาทว่าเป็นพวกนัตถิกวาทะ

นิกายจิตอตวาท
นิกายจิตอมตวาทนี้ไม่ปรากฏนามผู้ก่อตั้ง แต่เจริญมากในสมัยราชวงศ์คุปตะเป็นสมัยที่มีการฟื้นฟูวรรณคดีสันสกฤตและปรัชญาฮินดู อิทธิพลทางปรัชญาฮินดูได้เข้ามาครอบงำทัศนะของนักคิดชาวพุทธในยุคนี้อยู่มาก คำสอนของมหายานนิกายนี้มีความเห็นตรงกันข้ามกับนิกายศูนยวาทและ โยคาจาร คือสอนว่า จักรภพมีรากฐานมาจากสมบูรณภาพ จากสิ่งนี้เองสมบูรณภาพจึงก่อให้เกิดจักรภพชีวิตขึ้น ภาวะอันเป็นแก่นเดิมของโลกคือความจริงแท้ แม้แต่สิ่งมายาก็มีรากฐานมาจากภาวะอันแท้จริงนั่นเอง
นิกายจิตอมตวาทมีทัศนะเกี่ยวกับเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถือว่าเป็นเพียงส่วนเบื้องต้น เท่านั้น เป็นเพียงปริยายธรรม ยังมีธรรมที่สุขุมคัมภีรภาพไปกว่านั้น คือธรรมที่แสดงถึง นิจจัง สุขัง และอัตตา การที่พระองค์ทรงแสดงอนัตตาก็เพื่อให้เราได้เข้าถึงอัตตาที่แท้จริง กล่าวคือสมบูรณภาพหรือพุทธภาวะ โลกจะปรากฏขึ้นได้ก็ต้องอาศัยสมบูรณภาพนี้เป็นแก่น เพราะฉะนั้น สรรพสิ่งเมื่อมองในแง่สมบูรณภาพก็เป็นภาวะอันเดียวกัน คือทุก ๆ สิ่งมีอยู่ในพุทธภาวะ และพุทธภาวะมีอยู่ในทุก ๆ สิ่ง
นิกายนี้ได้อธิบายว่า ธรรมดาของจิตหรือสมบูรณภาพนั้น เที่ยงแท้ ไม่เกิด ไม่ดับ เบื้องต้น ไม่ปรากฏ เบื้องปลายไม่ปรากฏ แต่ที่เห็นเกิดดับนั้นเป็นเพียงอาการของจิตเท่านั้น ไม่ใช่ตัวจิต เพราะฉะนั้น จิตจึงไม่ใช่วิญญาณขันธ์ (ความเห็นอย่างนี้ทุกนิกายก็ไม่เห็นด้วย) จึงกล่าวตำหนิพวกจิตอมตวาทว่าเป็นพวกขันธ์ ๖ เมื่อจิตไม่ใช่วิญญาณขันธ์ จิตจึงเป็นผู้รู้ขันธ์ เป็นผู้ปล่อยขันธ์ เป็นผู้วางขันธ์ เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ ย่อมมีปกติส่องแสงสว่าง แต่บางคราวเกิดมืดมัว ก็มิได้หมายความว่าดวงอาทิตย์นั้นอับแสงไป แต่เป็นด้วยเหตุเมฆหมอกมาปกคลุม เปรียบเหมือนดังกิเลสมาตัณหามาบังพุทธภาวะในปุถุชน จิตอมตวาทเชื่อมั่นว่า สัตว์ทั้งปวงในวันหนึ่งข้างหน้าต้องตรัสรู้เหมือนกัน ต้องได้เป็นพุทธะหมด เพราะทุกคนมีโพธิจิตอยู่ในตัว


เสถียร โพธินันทะ, ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ฉบับมุขปาฐะ, เล่ม ๑ น. ๑๑๖