ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๓ - บ่อเกิดของนิกายและหลักธรรมที่สำคัญ
เป็นเรื่องปกติธรรมดาของศาสนาใหญ่ ๆ ที่เกิดมาในโลกนี้ ย่อมมีข้อแตกต่าง การปฏิบัติและความเห็นในการตีความหลักธรรมคำสั่งสอนของศาสดาที่ตนเองนับถืออาจไม่ตรงกันบ้างก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เช่น ศาสนาคริสต์ก็ยังแตกเป็นโรมันคาทอลิค และโปรเตสเตนต์ ของอิสลามก็ยังมีนิกายชีอะห์ และซุนนี่ เป็นต้น พระพุทธศาสนาก็เช่นกันมีเถรวาท มีมหายาน จุดหักเหที่สำคัญที่ทำให้มีความคิดเห็นแตกต่างกันของศาสนาต่าง ๆ ก็คือ สีลสามัญญตา การปฏิบัติขั้นพื้นฐานที่ไม่ตรงกัน และทิฏฐิสามัญญตา ความเห็นที่ไม่ตรงกัน สองสาเหตุนี้เองเป็นบ่อเกิดที่ทำให้เกิดลัทธิ นิกาย ความเชื่อ การปฏิบัติที่แตกต่างกันได้ แม้แต่ในศาสนาเดียวกันเมื่อศาสดาของศาสนานั้น ๆ ยังอยู่ ความแตกแยกในข้อปฏิบัติก็ยังไม่เกิดขึ้น เมื่อศาสดาต่าง ๆ ไม่มีอยู่แล้ว ความคิดความเห็นในหลักธรรมข้อปฏิบัติก็ตีความต่างกันออกไป เป็นเหตุให้เกิดนิกายต่าง ๆ มากมาย ต่อไปนี้จะนำมากล่าวเฉพาะนิกายที่สำคัญ ๆ ในสมัยพุทธกาลดังต่อไปนี้

นิกายมหาสังฆิกะ
นิกายมหาสังฆิกะนี้ถือได้ว่าเป็นต้นตระกูลบรรพบุรุษของมหายานเลยทีเดียว นิกายนี้เริ่มมีรอยร้าวกับนิกายเถรวาทตั้งแต่เมื่อคราวสังคายนาครั้งที่ ๑ ที่ฝ่ายเถรวาทไม่ได้เชิญฝ่ายมหาสังฆิกะเข้าร่วมสังคายนาด้วย เป็นสาเหตุของการไม่ยอมรับมติของการประชุมสังคายนา เพราะฝ่ายมหาสังฆิกะ ก็ถือว่าตนเองก็ได้ยินได้ฟังคำสั่งสอนเฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ก็จะถือปฏิบัติตามที่ตนเองได้ยินได้ฟังมา ในคัมภีร์ทีปวงศ์ กล่าวว่า ภิกษุฝ่ายมหาสังฆิกะปฏิเสธคัมภีร์อภิธรรม ชาดก ปฏิสัมภิทามรรค นิเทศ และคัมภีร์บริวาร แล้วได้แต่งพระสูตรเทียมและพระวินัยเทียมขึ้น ทีปวงศ์เป็นคัมภีร์ของพวกเถรวาทเขียน เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องยกย่องฝ่ายตน คัมภีร์ที่ฝ่ายมหาสังฆิกะปฏิเสธนั้น ไม่ใช่สุตตันตปิฎกหรือวินัยปิฎก แต่เป็นหนังสือขยายความพุทธพจน์ พวกมหาสังฆิกะมีปัญจปิฎก นอกจากพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม ยังเพิ่มโพธิสัตวปิฎก และธารณีปิฎกเข้ามา บางที ๒ ปิฎกข้างหลังนี้ ที่ท่านผู้แต่งคัมภีร์ทีปวงศ์กล่าวว่า แต่งพระสูตรเทียม พระวินัยเทียมขึ้น นิกายมหาสังฆิกะใช้ภาษาปรากฤตจารึกพระปิฎก เราสามารถสรุปทัศนะของนิกายมหาสังฆิกะโดยย่อได้ดังนี้
ทัศนะเกี่ยวกับพุทธลักษณะ มหาสังฆิกะถือว่า พระโพธิสัตว์ทั้งหลายนั้นไม่ประกอบด้วยกามสัญญา วิหิงสาสัญญา พระโพธิสัตว์ทั้งหลายอาจไปถือกำเนิดในอบายภูมิได้เพื่อโปรดสัตว์ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเมื่อประสูติย่อมเสด็จออกมาทางปรัศเบื้องขวา
มหาสังฆิกะถือว่า พระโพธิสัตว์ไปถือกำเนิดในอบาย ๔ นั้น ไม่ใช่ไปด้วยอำนาจอกุศลกรรม แต่ไปด้วยอำนาจความกรุณาที่จะไปโปรดสัตว์ในรูปลักษณะของสัตว์นั้น ๆ
มหาสังฆิกะถือว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระชนมายุไม่มีขอบเขต เป็นอมตะ การที่เราเห็นพระองค์แก่เฒ่า ประชวรและปรินิพพานนั้น เป็นเพียงอุบายของพระองค์ที่แสดงให้เห็นเป็นไปเท่านั้น พระองค์มีโลกุตตรภาวะทั้งรูปกายและนามกาย
มหาสังฆิกะถือว่า พระอรหันต์ไม่เสื่อมจากมรรคผล แต่พระโสดาบันเสื่อมจากมรรคผลได้
มหาสังฆิกะถือว่า "ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ตญฺจ โข อาคนฺตุเกหิ อุปกฺกิเลเสหิ วิปฺปมุตฺตํ" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ปภัสสร แต่จิตนั้นแลต้องเศร้าหมองไปเพราะอุปกิเลสที่จรมา และจิตนั้นแลพ้นได้จากอุปกิเลสที่จรมา

นิกายสรวาสติ
นิกายสรวาสตินี้เป็นนิกายที่แยกออกจากเถรวาท เป็นคู่แข่งกับมหาสังฆิกะ ศูนย์กลางของนิกายนี้อยู่ในแคว้นกาศมีระ คันธาระ และอัฟกานิสถาน พระไตรปิฎกของของนิกายนี้ใช้ภาษาสันสกฤต นิกายนี้เผยแผ่หนักไปในทางอภิธรรม จึงมีนามเรียกใหม่ว่า "อภิธรรมวาที" อภิธรรมปิฎกของนิกายนี้กับทั้งปกรณ์พิเศษที่สำคัญ แม้ต้นฉบับภาษาสันสกฤตจะสูญหายไปแล้ว แต่ในภาคภาษาจีนได้แปลรักษาเอาไว้หมด เพราะฉะนั้นการค้นคว้าทางปรัชญาจากสำนักนี้ จึงต้องอาศัยพระไตรปิฎกจีนเป็นมาตรฐาน
วินัยปิฎกของนิกายนี้เรียกว่า "มูลสรวาสติวาท" "ภิกษุวินยะ" "ภิกษุณีวินยะ" ส่วนใหญ่คล้ายกับวินัยปิฎกภาษาบาลี พระสูตรเรียกว่า "อาคม" เช่น ทีฆนิกายก็เรียกว่า ทีรฆาคม สังยุตตนิกายก็เรียกว่า สังยุตตาคม เป็นต้น ส่วนอภิธรรมนั้นมี ๗ ปกรณ์เช่นเดียวกับบาลี แต่ชื่อปกรณ์และเนื้อความแตกต่างกันคือ
๑. อภิธรรมสังคีติบรรยายปาทศาสตร์
๒. อภิธรรมสกันธปาทศาสตร์
๓. อภิธรรมปรัชญาปติปาทศาสตร์
๔. อภิธรรมวิชญาณกายปาทศาสตร์
๕. อภิธรรมปกรณ์ปาทศาสตร์
๖. อภิธรรมธาตุกายปาทศาสตร์
๗. อภิธรรมชฺญาณปรสฺถานศาสตร์

หลักธรรมสำคัญของนิกายสรวาสติวาท
นิกายนี้เป็นประเภทสัจจนิยม (Realism) สภาวธรรมทุกสิ่งเป็นของมีอยู่จริง โดยถือเอาสภาวธรรมว่า ขึ้นชื่อว่าเป็นสภาวะแล้ว จะต้องมีอยู่เป็นอยู่ด้วยตัวของมันเอง ตลอดอดีต ปัจจุบัน อนาคต แต่พฤติการณ์ของสภาวธรรมเปลี่ยนแปลงไปได้ เปรียบเหมือนผืนผ้าผืนหนึ่งเมื่อไปย้อมดำ เราก็เรียกว่าผ้าดำ ผ้าผืนนั้นละจากความขาวไปสู่ความดำ แต่ไม่ละจากความเป็นผืนเดียวกันฉันใด สภาวธรรมมีขันธ์ ธาตุ อายตนะ ก็อาจมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปตามกาล แต่ไม่ละความเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ ในตัวมันเองฉันนั้น
ด้วยเหตุผลข้อนี้นิกายนี้จึงยืนยันว่า ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ ซึ่งตรงกันข้ามกับฝ่ายเถรวาทที่ถือว่า มีอยู่เฉพาะปัจจุบัน อดีตดับไปแล้ว อนาคตยังไม่เกิดขึ้น
นิกายสรวาสติวาทถือว่า พระอรหันต์มี ๒ อย่างคือ สมยวิมุตติอรหันต์ และอสมยวิมุตติอรหันต์ ประเภทแรกเสื่อมจากมรรคผลได้เพราะการบรรลุอรหันต์ต้องอาศัยโภชนสัปปายะ เสนาสนสัปปายะ อุตุสัปปายะ ส่วนอสมยวิมุตติอรหันต์การบรรลุไม่ต้องอาศัยกรณีแวดล้อม เพราะฉะนั้น จึงไม่เสื่อม
ฝ่ายเถรวาทคัดค้านว่า นิกายสรวาสติวาทนี้เข้าใจพุทธพจน์ผิด ในอรรถกถาปุคคลบัญญัติอธิบายสมยวิมุตติบุคคลว่าได้แก่ พระโสดาบัน พระสกทาคามี ท่านได้ฌานแล้วเสื่อมเพราะเหตุแห่งวัตตเภทบางอย่าง เช่น พระโสดาบันตั้งใจว่าจะกวาดเสนาสนะ แต่เผลอลืมไปเข้าสมาบัติก็เข้าไม่ได้ เพราะว่ามีจิตกังวลอยู่ว่าเราจะทำอะไร เป็นต้น เมื่อไปทำสิ่งนั้นแล้วก็สามารถเข้าสมาบัติได้ ส่วนพระอนาคามีและพระอรหันต์ทุกจำพวกไม่เสื่อมจากมรรคผล
นิกายนี้ถือว่า มีอันตรภพอยู่ระหว่างจุติและปฏิสนธิ คือสัตว์ที่ทำลายขันธ์ในโลกนี้แล้วจะไปอยู่ในอันตรภพ ๗ วันบ้าง ๑๕ วันบ้าง เดือนหนึ่งบ้าง เพื่อรอคอยปฏิสนธิ นิกายนี้อ้างพุทธภาษิตในกรณียเมตตสูตรว่า "สัมภเวสี" คือสัตว์ผู้แสวงหาภพ มตินี้ฝ่ายเถรวาทคัดค้านว่า สัตว์ผู้ที่ยังมีกิเลสตัณหายังไม่หมดสิ้น โดยความหมายก็ได้แก่ พระอนาคามีลงมาจนถึงสัตว์ในอบายย่อมชื่อว่าสัมภเวสีทั้งนั้น

นิกายวัชชีบุตร
นิกายนี้ได้กล่าวมาแล้วเมื่อตอนทำสังคายนาครั้งที่ ๒ มีความขัดแย้งกับฝ่ายเถรวาทในเรื่องวัตถุ ๑๐ ประการ นิกายนี้มีความรุ่งเรืองมากในมคธและขยายไปยังอินเดียตอนใต้ตลอดไปจนตะวันตก เนื่องจากนิกายนี้ยอมรับในเรื่องอาตมันจึงถูกนิกายอื่นโจมตีอย่างมาก และมีความเชื่อในเรื่อง "บุคคล" หรือว่า "อัตตา" ว่ามีอยู่โดยปรมัตถ์ ซึ่งเป็นการตรงกันข้ามกับหลักอนัตตาของพระพุทธศาสนา แต่พวกวัชชีบุตรก็อธิบายเลี่ยงไปว่า "บุคคล" ของเขาไม่ใช่ขันธ์ ๕ และไม่อื่นไปจากขันธ์ ๕ เหมือนกับไฟ ไม่ใช่เชื้อไฟ แต่ก็ไม่ใช่อื่นไปจากเชื้อไฟ ความคิดเช่นนี้จึงถูกนิกายอื่นโจมตีอย่างมาก เรียกว่าเป็นนิกายนอกคอก

นิกายธรรมคุปตะ
นิกายธรรมคุปตะนี้มีทัศนะว่า ทานที่บุคคลถวายแด่พระพุทธเจ้านั้นมีอานิสงส์มากกว่าทานที่บุคคลถวายในสงฆ์ ฝ่ายเถรวาทไม่เห็นด้วยโดยยกเอาพุทธภาษิตที่ทรงตรัสว่า ทานที่บุคคลถวายแด่สงฆ์ทั้ง ๔ ทิศ ย่อมเป็นการบูชาพระองค์ด้วย เป็นทานที่มีผลมาก นิกายธรรมคุปตะยังถือว่าการบูชาพระสถูปเจดีย์ซึ่งบรรจุพระบรมธาตุได้บุญมากกว่าการถวายสังฆทาน

นิกายเสาตฺรนฺติกวาท
นิกายนี้กล่าวโจมตีอภิธรรมว่า ไม่ใช่พุทธพจน์ เผยแผ่แต่พระสูตรกับพระวินัยเท่านั้น เป็นคู่ปรับสำคัญกับนิกายสรวาสติวาท ซึ่งเผยแผ่แต่เรื่องอภิธรรม ต่างฝ่ายต่างมีหนังสือหักล้างซึ่งกันและกัน นิกายเสาตฺรนฺติกะ เชื่อว่าทุก ๆ คนมีธาตุแห่งพุทธะอยู่ในตัว ซึ่งเป็นต้นเค้าของมหายานสาขาหนึ่ง


เสถียร โพธินันทะ, ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา, ฉบับมุขปาฐะ เล่ม ๑ น. ๖๗
เสถียร โพธินันทะ, ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา, เรื่องเดิม น. ๖๙