ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๓ - พุทธปรินิพพาน
พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมะและประกาศอมตธรรมเป็นเวลาถึง ๔๕ พรรษา มีผู้ปฏิบัติตาม และบวชตามพระองค์จนได้บรรลุธรรมนับจำนวนไม่ถ้วน พระองค์ทรงเป็นนาถของโลกอย่างแท้จริง ธรรมที่พระองค์แสดงแล้วบัญญัติแล้วเป็นสิ่งทนต่อการพิสูจน์ (อกาลิโก) ไม่ว่าวิทยาศาสตร์หรือดาราศาสตร์จะเจริญก้าวหน้าไปขนาดไหนก็ตาม ไม่อาจจะลบล้างธรรมะของพระองค์ได้เลย
ในวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ พระพุทธเจ้าได้เสด็จจำพรรษาที่บ้านเวฬุวคาม ประทับสำราญอิริยาบถที่สวนมะม่วงของนายจุนทะผู้เป็นบุตรของนายช่างทอง เขตเมืองเวสาลี นายจุนทะได้ทราบข่าวว่าพระองค์เสด็จมาประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของตน จึงเข้าไปกราบทูลอัญเชิญให้เสด็จรับภัตตาหารเช้าที่เรือนของตน และได้ถวายภัตตาหารเช้าซึ่งเป็นอาหารมื้อพิเศษมีชื่อว่า "สูกรมัทวะ" พระพุทธเจ้าทรงเสวยสูกรมัทวะนั้นเป็นการเสริมศรัทธา และทรงอนุโมทนาผลแห่งปัจฉิมทาน จากนั้นทรงรับสั่งให้นายจุนทะนำอาหารไปทิ้งเสีย
จากนั้น พระองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ก็เสด็จกลับจากบ้านของนายจุนทะ ในระหว่างนี้เองพระองค์ทรงอาพาธหนัก แต่ก็ทรงอดกลั้นด้วยอธิวาสนขันติ ทรงมีพระสติสัมปชัญญะไม่ทุรนทุราย และเสด็จต่อไปยังเมืองกุสินาราทั้ง ๆ ที่ยังประชวรอยู่ ครั้นเสด็จไปถึงสาลวันสวนของเจ้ามัลละ ทรงประทับระหว่างต้นรังทั้งคู่ ตรัสสั่งให้พระอานนท์จัดที่ประทับถวาย พระองค์หันพระเศียรไปทาง ทิศเหนือเสด็จบรรทมอนุฏฐานไสยา คือตั้งพระทัยที่จะไม่เสด็จลุกขึ้นอีก ขณะใกล้จะปรินิพพานนี้ พระองค์ตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายที่เฝ้าแวดล้อมดูอาการประชวรของพระองค์อยู่ เป็นปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายว่า
"อามนฺตยามิ โว ภิกฺขเว ขยวยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความสิ้นไปและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังกิจให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด" และพระองค์ยังตรัสต่อไปอีกว่า "โย โว อานนฺท ธมฺโม จ วินโย มยา เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา. ดูก่อนอานนท์ พระธรรมและ พระวินัยอันใดที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย พระธรรมและพระวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว"
จากนั้น พระองค์ก็เสด็จดับขันธปรินิพพานในปัจฉิมยามแห่งราตรี วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ พระชนมายุได้ ๘๐ พระพรรษา
วันเสด็จดับขันธปรินิพพานก็นับเป็นวันที่อัศจรรย์อีกวันหนึ่ง คือวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เป็นวันเพ็ญเดือน ๖ ตรงกันทั้งหมด ทำให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้ทำสักการะบูชาเพื่อระลึกถึงศาสดาของตนในวันนี้เป็นพิเศษ เรียกว่า "วันวิสาขบูชา" ถือเป็นวันสำคัญของชาติหรือของโลกก็ว่าได้ แม้กระทั่งองค์การใหญ่แห่งสหประชาชาติก็ยังให้การยอมรับวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญนานาชาติด้วย เพราะหลักการของพระพุทธศาสนานั้นเข้ากันได้กับหลักการขององค์การสหประชาชาติที่เชื่อกันว่าจะนำสันติภาพมาสู่ชาวโลกได้อย่างแท้จริง
การที่องค์การสหประชาชาติยอมรับให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญนานาชาติก็สืบเนื่องมาจากการประชุมชาวพุทธนานาชาติที่ประเทศศรีลังกา ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๑ (ค.ศ. 1998) ประเทศศรีลังกานับเป็นประเทศที่ทำอุปการคุณอย่างใหญ่หลวงที่เป็นแกนนำทำให้พระพุทธศาสนาได้รับการยอมรับไปสู่นานาชาติอย่างแท้จริง ประเทศที่ให้การยอมรับวันวิสาขะเป็นวันสำคัญนานาชาติในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ จะขอนำมากล่าวยกย่องไว้ ณ ที่นี้ เพื่อเป็นประวัติศาสตร์ก็คือประเทศ
1. Bangladesh
2. Bhutan
3. Cambodia
4. Chile
5. Cyprus
6. Grenada
7. Iceland
8. India
9. Indonesia
10. Ireland
11. Lao People's Democratic Republic
12. Maldives
13. Mongolia
14. Myanmar
15. Nepal
16. Pakistan
17. Philippines
18. Portugal
19. Republic of Korea
20. Russian
21. Ukraine
22. Scychelles
23. Slovakia
24. Spain
25. Sri Lanka
26. Thailand
ต้องนับเป็นประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของชาวพุทธทั้งโลกอย่างแท้จริง ประเทศไทยก็ได้ประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ ๑ วัน เพื่อให้พุทธศาสนิกชนไปบำเพ็ญทานบำเพ็ญกุศลเจริญศีลภาวนาสร้างกุศลกระทำความดีเพื่อเป็นพุทธบูชา และยังมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับวันวิสาขบูชาที่ท้องสนามหลวงเป็นประจำติดต่อกันเรื่อยมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว นับเป็นกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่วันหนึ่งเลยทีเดียว ในการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของพระพุทธเจ้านั้น ได้ตั้งพระศพไว้ทำสักการะบูชาเป็นเวลา ๗ วัน และเพื่อรอคอยพระเถระที่เดินทางมาจากทิศต่าง ๆ จึงได้ถวายพระเพลิงในวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ ซึ่งชาวพุทธเรียกว่า "วันอัฏฐมีบูชา"
เหตุการณ์หลังพุทธปรินิพพาน
พระปุราณะไม่รับรองการทำปฐมสังคายนาครั้งที่ ๑
การสังคายนาครั้งที่ ๒
การสังคายนาครั้งที่ ๓
ข้อน่าฉงนในการทำสังคายนาครั้งที่ ๓