ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๓ - พุทธปรินิพพาน
การสังคายนาครั้งที่ ๒
ทุติยสังคายนา : กระทำขึ้นหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พ. ศ. ๑๐๐
ประธานฝ่ายสงฆ์ : มีพระยสกากัณฑกบุตรเถระเป็นประธาน มีพระสัพพกามีเถระ และพระเรวตะ เป็นต้น เข้าร่วมด้วย
ผู้เข้าร่วมประชุมสังคายนา : พระอรหันตขีณาสพจำนวน ๗๐๐ องค์
ประธานอุปถัมภ์ : พระเจ้ากาฬาโศกราชเป็นองค์อุปถัมภ์
หัวข้อในการประชุม : เรื่อง "วัตถุ ๑๐ ประการ"
สถานที่ประชุมทำสังคายนา : กระทำขึ้นที่วาลิการาม เมืองเวสาลี
ระยะเวลาในการประชุม : กระทำอยู่ ๘ เดือนจึงสำเร็จ
การกระทำทุติยสังคายนาปรารภเรื่องวัตถุ ๑๐ ประการ ที่ภิกษุชาวเมืองเวสาลีนำประพฤติปฏิบัติว่าไม่ผิดธรรมไม่ผิดวินัย ซึ่งมีใจความดังนี้
๑. ภิกษุชาววัชชี : ภิกษุเก็บเกลือไว้ในเขนงแล้วนำไปฉันปนกับอาหารได้ ไม่เป็นอาบัติ
(พระสัพพกามีโต้ตอบว่า : การเก็บเกลือไว้ในเขนง โดยตั้งใจว่าจะใส่ลงในอาหารฉันนั้นเป็นอาบัติปาจิตตีย์ เพราะเป็นการสะสมอาหารตามโภชนสิกขาบท)
๒. ภิกษุชาววัชชี : ภิกษุจะฉันอาหารหลังจากตะวันบ่ายผ่านไปเพียง ๒ องคุลีก็ได้ ไม่เป็นอาบัติ
(พระสัพพกามีโต้ตอบว่า : ภิกษุฉันโภชนะในเวลาวิกาล เมื่อตะวันบ่ายคล้อยไปแล้ว ๒ องคุลี ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะฉันโภชนะในเวลาวิกาล)
๓. ภิกษุชาววัชชี : ภิกษุฉันภัตตาหารในวัดเสร็จแล้ว ฉันเสร็จแล้วเข้าไปสู่บ้าน จะฉันอาหารที่ไม่เป็นเดนและไม่ได้ทำวินัยกรรมได้ ไม่เป็นอาบัติ
(พระสัพพกามีโต้ตอบว่า : ภิกษุฉันอาหารเสร็จแล้วคิดว่าจักฉันอาหาร เข้าไปในบ้านแล้ว ฉันโภชนะที่เป็นอนติริตตะ (ไม่เป็นเดน) ผิด เป็นอาบัติปาจิตตีย์ เพราะฉันอาหารที่ไม่เป็นเดนภิกษุไข้)
๔. ภิกษุชาววัชชี : ในอาวาสเดียวกันมีสีมาใหญ่ ภิกษุจะแยกทำอุโบสถได้ ไม่เป็นอาบัติ
(พระสัพพกามีโต้ตอบว่า : ภิกษุจะแยกกันทำอุโบสถสังฆกรรมไม่ได้ ผิดหลักที่ทรงบัญญัติไว้ในอุโบสถขันธกะ ใครขืนทำต้องอาบัติทุกกฏ)
๕. ภิกษุชาววัชชี : ในเวลาทำอุโบสถ แม้ว่าพระจะเข้าประชุมยังไม่พร้อมกัน จะทำอุโบสถไปก่อนก็ได้ โดยให้ผู้มาทีหลังขออนุมัติเอาเองได้ ไม่เป็นอาบัติ
(พระสัพพกามีโต้ตอบว่า : สงฆ์ทำสังฆกรรมด้วยคิดว่า ให้พวกมาทีหลังอนุมัติ ทั้งที่สงฆ์ยังประชุมไม่พร้อมหน้ากัน ผิดหลักที่ทรงบัญญัติไว้ในจัมเปยยขันธกะ ต้องอาบัติทุกกฏ)
๖. ภิกษุชาววัชชี : การประพฤติปฏิบัติตามพระอุปัชฌาย์อาจารย์ ไม่ว่าจะผิดหรือถูกพระวินัยก็ตาม ย่อมเป็นการกระทำที่สมควรเสมอ
(พระสัพพกามีโต้ตอบว่า : การประพฤติปฏิบัติ ด้วยเข้าใจว่าอุปัชฌาย์อาจารย์ของเราเคยประพฤติมาอย่างนี้ ไม่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะท่านเหล่านั้นอาจประพฤติผิดหรือถูกก็ได้ ต้องยึดหลักพระวินัยจึงจะเป็นสิ่งสมควร)
๗. ภิกษุชาววัชชี : นมส้มที่แปรมาจากนมสดแต่ยังไม่กลายเป็นทธิ (เนยใส) ภิกษุฉันอาหารเสร็จแล้ว จะฉันนมนั้นทั้งที่ยังไม่ได้ทำวินัยกรรมหรือทำให้เป็นเดนตามพระวินัยก็ได้ ไม่เป็นอาบัติ
(พระสัพพกามีโต้ตอบว่า : นมส้มที่ละความเป็นนมสดไปแล้ว แต่ยังไม่กลายเป็นทธิ ภิกษุฉันภัตตาหารแล้ว ห้ามภัตรแล้ว จะดื่มนมนั้นอันไม่เป็นเดนภิกษุไข้ หรือยังไม่ได้ทำวินัยกรรม ไม่ควร ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะฉันอาหารที่เป็นอนติริตตะ)
๘. ภิกษุชาววัชชี : สุราที่ทำใหม่ๆ ยังมีสีแดงเหมือนสีเท้านกพิราบ ยังไม่เป็นสุราเต็มที่ ภิกษุจะฉันก็ได้ ไม่เป็นอาบัติ
(พระสัพพกามีโต้ตอบว่า : การดื่มสุราอย่างอ่อนที่มีสีเหมือนสีเท้านกพิราบ ซึ่งยังไม่ถึงความเป็นน้ำเมา ไม่ควร เป็นอาบัติปาจิตตีย์ เพราะดื่มสุราและเมรัย)
๙. ภิกษุชาววัชชี : ผ้าปูนั่งนิสีทนะอันไม่มีชาย ภิกษุจะบริโภคใช้สอยก็ได้ ไม่เป็นอาบัติ
(พระสัพพกามีโต้ตอบว่า : ผ้านิสีทนะที่ไม่มีชาย ภิกษุจะใช้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ซึ่งจะต้องตัดเสียจึงจะแสดงอาบัติตก)
๑๐. ภิกษุชาววัชชี : ภิกษุรับและยินดีในเงินทองที่เขาถวาย ไม่เป็นอาบัติ
(พระสัพพกามีโต้ตอบว่า : การรับเงินหรือยินดีซึ่งเงินและทองที่เขาเก็บไว้เพื่อตนเองไม่สมควรเป็นอาบัตินิสัคคียปาจิตตีย์)
การสังคายนาครั้งที่ ๒ นี้ ทำขึ้นเพื่อระงับความแตกแยกทางการปฏิบัติสีลสามัญญตา (ความเสมอกันด้วยศีล) คือพระชาววัชชีประพฤตินอกรีตนอกพระธรรมวินัย และนับเป็นจุดเริ่มต้นส่อเค้าความแตกแยกในสังฆมณฑลเพิ่มมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นยังมีพระอรหันต์อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ผู้ที่ยังไม่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ก็มีอยู่เป็นจำนวนมากเหมือนกัน และยังเป็นฝ่ายที่ค่อนข้างมีพลังอีกด้วย จึงทำให้มีรอยด่างพร้อยเกิดขึ้นตามมา แต่ในปกรณ์สันสกฤตกลับชี้ไปที่เรื่องความวิบัติแห่ง ทิฏฐิสามัญญตาแห่งคณะสงฆ์เป็นใหญ่ มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่งเป็นวันอุโบสถ พระมหาเทพเป็นผู้สวด ปาฏิโมกข์ แต่ท่านผู้นี้ได้เสนอทรรศนะ ๕ ประการต่อที่ประชุมสงฆ์ ซึ่งมีใจความดังนี้
๑. พระอรหันต์อาจถูกมารยั่วยวนจนอสุจิเคลื่อนในเวลาหลับได้
๒. พระอรหันต์อาจมีอัญญาณคือความไม่รู้ในบางสิ่งได้
๓. พระอรหันต์อาจมีกังขาคือความลังเลสงสัยในบางสิ่งได้
๔. ผู้จะรู้ว่าตนได้บรรลุมรรคผลชั้นใด จำต้องอาศัยการพยากรณ์จากคนอื่น
๕. อริยมรรคอริยผลจะปรากฏเมื่อบุคคลเปล่งวาจาว่า อโห ทุกฺขํ อโห ทุกฺขํ