ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๒ - พระพุทธศาสนากับเรื่องกรรม
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอนให้เชื่อเรื่องของกรรม ไม่ให้เชื่อโชคลาง เชื่อดวงดาว เชื่อลายเส้นบนฝ่ามือ เชื่อไสยศาสตร์ เชื่อข่าวลือ ให้เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม ว่าสัตว์ทำกรรมดีย่อมได้ดี สัตว์ทำกรรมชั่วย่อมได้ชั่ว ดังพุทธภาษิตว่า
ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ
กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ.
"บุคคลหว่านพืชเช่นไร ย่อมได้ผลเช่นนั้น ทำกรรมดี ย่อมได้ดี ทำกรรมชั่วย่อมได้ชั่ว" ปลูกมะเขือ ก็ย่อมได้ผลเป็นมะเขือ ปลูกมะละกอ ก็ย่อมได้ผลเป็นมะละกอ ปลูกมะม่วงจะได้ผลเป็นทุเรียน เป็นพริก ย่อมเป็นไปไม่ได้ กรรมเท่านั้นเป็นตัวจำแนก เป็นตัวปันผลให้กับมนุษย์และสัตว์ ไม่ใช่พระเจ้าหรือพระพรหมหรือพลังอำนาจภายนอกแต่อย่างใด กมฺมํ สตฺเต วิภชติ ยทิทํ หีนปฺปณีตตาย กรรมเป็นตัวจัดสรรคนที่ทำชั่วให้ชั่วโฉด และจัดสรรคนที่ทำดีให้เฉิดฉาย พลังของกรรมเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีพลังอะไรที่จะมาอยู่เหนือพลังของกรรม
ในจูฬกัมมวิภังคสูตร พระพุทธเจ้าได้ตรัสผลของกรรมหรือการกระทำไว้ ๗ คู่ไว้ด้วยกันคือ
๑. ผู้ที่เกิดมามีอายุน้อย --> เพราะมักเป็นคนฆ่าสัตว์
ผู้ที่เกิดมามีอายุยืน --> เพราะไม่ฆ่าสัตว์
๒. ผู้มีโรคมาก --> เพราะเป็นผู้เบียดเบียนสัตว์
ผู้มีโรคน้อย --> เพราะไม่ค่อยได้เบียดเบียนสัตว์
๓. ผู้มีรูปร่างขี้เหร่ ผิวพรรณทราม --> เพราะมักเป็นคนขี้โกรธเคียดแค้น พยาบาท
ผู้มีความงาม ผิวพรรณดี --> เพราะมักเป็นคนมักไม่โกรธเคียดแค้น พยาบาท
๔. ผู้มียศศักดิ์ต่ำ --> เพราะมักอิจฉาริษยาคนอื่น
ผู้มียศศักดิ์สูง --> เพราะไม่มีจิตอิจฉาริษยาใคร
๕. ผู้เกิดมายากจน --> เพราะไม่เอื้อเฟื้อเจือจาน
ผู้เกิดมามั่งมี --> เพราะจักเอื้อเฟื้อเจือจาน
๖. ผู้เกิดในตระกูลต่ำ --> เพราะเป็นคนกระด้างถือตัว ไม่รู้จักอ่อนน้อม
ผู้เกิดในตระกูลสูง --> เพราะไม่เป็นคนกระด้างถือตัว รู้จักอ่อนน้อม
๗. ผู้ที่เกิดมามีปัญญาทราม --> เพราะไม่ไต่ถาม ไม่แสวงหาความรู้
ผู้ที่เกิดมามีปัญญามาก --> เพราะรู้จักไต่ถาม แสวงหาความรู้


พระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลี, เล่มที่ ๑๕, สุตฺต. สํ. สคาถวคฺโค, น. ๓๓๓
พระไตรปิฎกสำหรับประชาชน, สุชีพ ปุญญานุภาพ, โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, พระนคร, พ.ศ. ๒๕๒๕ น. ๔๗๕