ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๒ - พระพุทธศาสนากับหลักความเชื่อ
โดยหลักกว้าง ๆ แล้ว พระพุทธเจ้าได้ตรัสหลักของความเชื่อไว้ ๑๐ อย่าง และตัวอย่างที่พระองค์ทรงแสดงแก่ชาวกาลามะในสมัยโน้นยังเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมจนมาถึงปัจจุบัน คือพระองค์ให้ชาวกาลามะพิจารณาให้ดีรอบคอบเสียก่อนจึงค่อยเชื่อ โดยครั้งนั้นชาวกาลามะสับสนไม่รู้ว่าจะเชื่อคำสั่งสอนของสมณพราหมณ์เหล่าใดดี เพราะต่างฝ่ายก็กล่าวว่าหลักธรรมของตนถูกต้อง โจมตีอีกฝ่ายหนึ่ง
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมา พวกชาวกาลามะจึงเข้าไปเฝ้าและทูลถามว่า ควรจะเชื่อหลักธรรมคำสอนของใครดี พระองค์จึงได้วางหลักการจะเชื่อให้แก่ชาวกาลามะ และเป็นแบบอย่างของชาวพุทธมาจนถึงยุคปัจจุบันนี้ หลักของการเชื่อ มีดังนี้
- อย่ายึดถือ โดยการฟัง (เรียน) ตามกันมา (อนุสสวะ)
- อย่ายึดถือ โดยการถือสืบ ๆ กันมา (ปรัมปรา)
- อย่ายึดถือ โดยเล่าลือ (อิติกิรา)
- อย่ายึดถือ โดยการอ้างตำรา (ปิฎกสัมปทาน)
- อย่ายึดถือ โดยตรรก (ตักกะ)
- อย่ายึดถือ โดยการอนุมาน (นยะ)
- อย่ายึดถือ โดยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (อาการปริวิตักกะ)
- อย่ายึดถือ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน (ทิฏฐินิชฌานักขันติ)
- อย่ายึดถือ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ (ภัพพรูปตา)
- อย่ายึดถือ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา (สมโณ โน ครูติ)
ตามหลักพระพุทธศาสนาแล้ว พระองค์ทรงสอนว่า การจะเชื่ออะไรลงไป ไม่ควรเชื่ออย่างงมงาย ควรเชื่ออย่างมีเหตุผล คือเชื่อด้วยการพิจารณาด้วยปัญญา พระพุทธศาสนาสอนเรื่องศรัทธาไว้ในที่ใด ก็สอนเรื่องปัญญากำกับไว้ในที่นั้นด้วย พระพุทธศาสนาไม่นิยมการล่อลวงให้เชื่อ หรือบีบบังคับให้เชื่อ ให้พิจารณาด้วยปัญญาอันถ่องแท้เสียก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ จะทำให้ไม่ผิดพลาดในภายหลัง


พุทธธรรม, พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตฺโต), พ. ศ. ๒๕๓๘ น. ๖๕๑