ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๒ - งานประกาศศาสนา (Missionary Works)
เมื่อพระองค์มีพระอรหันตสาวกครบ ๖๐ องค์แล้ว และออกพรรษาแล้ว ทรงพิจารณาเห็นว่า ควรจะออกไปประกาศหลักธรรม หลักคำสั่งสอน หลักศาสนา ของพระองค์ให้แพร่หลายได้แล้ว พระองค์จึงเรียกประชุมสงฆ์สาวกทั้ง ๖๐ องค์มา เพื่อประกาศหลักธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน และได้ตรัสว่า "จรถ ภิกฺขเว จาริกํ ฯเปฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่มหาชน เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก จงอย่าไปที่เดียวกันสองรูปเลย จงแสดงธรรมให้งามในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และในที่สุด ให้สมบูรณ์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ จงประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์บริบูรณ์โดยสิ้นเชิง แม้ตัวเราเองก็จะไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคมเพื่อแสดงธรรมเช่นเดียวกัน"
พระดำรัสที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ตรงนี้ เราจะเห็นได้ว่าเป็นที่น่าประทับใจ ลึกซึ้งกินใจชาวพุทธยิ่งนัก คือพระองค์ทั้งขอร้อง ทั้งบังคับ ให้พระสงฆ์สาวกของพระองค์ทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาพระธรรมคำสอนของพระองค์ให้ไปถึงประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ พระพุทธศาสนานับได้ว่าเป็นศาสนาแรกของโลกที่มีการจัดระบบงานเผยแผ่ศาสนา (Missionary Works) โดยส่งสาวกไปสอนศาสนาก่อนศาสนาใด ๆ ทั้งสิ้น จึงเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจสำหรับชาวพุทธทั่วโลกที่พระสาวกในพระพุทธศาสนาได้ทำงานแบบนี้มาเป็นเวลานานมาแล้ว

เทคนิควิธีในการเผยแผ่ศาสนาของพระพุทธเจ้า
หลักการเผยแผ่ศาสนาของพระพุทธเจ้า มีความแตกต่างจากศาสดาของศาสนาอื่น ๆ เป็นอย่างมาก พระองค์จะทรงเน้นไปที่ผู้เป็นใหญ่หรือปัญญาชนในชุมชนนั้น ๆ เป็นหลัก เพราะเมื่อสามารถสอนหัวหน้าของเขาให้กลับใจมานับถือได้แล้ว ย่อมจะสามารถดึงบริวารของเขามาได้โดยปริยาย จึงทำให้พระพุทธศาสนาสามารถขยายไปได้อย่างรวดเร็ว เช่น พระพุทธเจ้าเสด็จไปเผยแผ่ศาสนาแก่พวกชฎิล ๓ พี่น้อง แต่ผลก็ได้มากเกินคาด คือได้บริวารของพวกชฎิลเหล่านั้นมานับเป็น ๑,๐๐๐ คน มาเป็นสาวกของพระองค์
อีกเรื่องหนึ่งที่จะเป็นตัวอย่างได้ดีก็คือ พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระเจ้าพิมพิสาร ทำให้พระเจ้าพิมพิสารได้บรรลุโสดาปัตติผล และพร้อมกันนั้นข้าราชบริพารเป็นจำนวนมากของพระองค์กลับใจมานับถือพระพุทธศาสนา แล้วได้ถวายวัดเวฬุวันให้เป็นสังฆาราม และนับเป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนาอีกด้วย
อีกตัวอย่าง ทรงแสดงธรรมแก่อนาถปิณฑิกเศรษฐีจนเกิดมีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้สร้างวัดเชตวันถวาย มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่เป็นจำนวนมาก และพระองค์ก็จำพรรษาที่วัดเชตวันถึง ๑๙ พรรษา มากที่สุดกว่าที่ใด ๆ
ตัวอย่างสุดท้ายที่ยกมาให้เห็นอีกตัวอย่างก็คือ พระองค์แสดงธรรมโปรดนางวิสาขาธิดาของเศรษฐีในภัททิยนคร นางวิสาขาได้บรรลุโสดาปัตติผล พร้อมด้วยบริวารเป็นจำนวนมากหันมานับถือพระพุทธศาสนา และมีศรัทธาได้สร้างวัดบุบผารามและโลหปราสาทให้เป็นสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าและหมู่ภิกษุสงฆ์
จากตัวอย่างข้างบนนี้ที่ยกมาให้ดูเป็นตัวอย่าง จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้านั้นมีความแตกต่างจากศาสดาในศาสนาอื่น ๆ เป็นอย่างมากในการสอนศาสนิก เพราะคำสั่งสอนหลักธรรมในศาสนาของพระพุทธองค์นั้นทนต่อการพิสูจน์ ไม่มีข้อบกพร่อง ทันสมัย ใหม่อยู่เสมอหรือที่เรียกกันว่า อกาลิโก (Modernize) พระองค์จะเน้นไปที่ผู้เป็นใหญ่ในชุมชนนั้น ๆ เป็นหลัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พระองค์จะทรงละเลยคนชั้นปลายแถว แต่เป็นเพราะว่าพระประสงค์ที่ต้องการให้พระพุทธศาสนาเผยแผ่ ไปได้อย่างรวดเร็วและตั้งมั่น จึงเน้นไปที่ชนชั้นที่มีพลังในทางสังคมหรือชนชั้นปกครองเป็นหลัก

พุทธกิจที่ทรงกระทำตลอดพระชนม์ชีพ
พระพุทธเจ้าทรงประกอบไปด้วยพระมหากรุณาคุณอันยิ่ง พระองค์อุบัติมาเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลกอย่างแท้จริง ตลอดระยะเวลา ๔๕ พรรษาทรงอุทิศเวลาทั้งหมดเพื่อประโยชน์เพื่อความสุข เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่พระองค์ทรงกระทำอยู่เป็นกิจวัตรนั้นก็คือ
๑. ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตญฺจ = เวลาเช้าทรงบิณฑบาตทุกวัน
๒. สายณฺเห ธมฺมเทสนํ = เวลาเย็นแสดงธรรมสั่งสอนประชาชน
๓. ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ = เวลาค่ำประทานโอวาทแก่พระภิกษุสงฆ์
๔. อฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหนํ = เวลาเที่ยงคืนตอบปัญหาเทวดา
๕. ปจฺจูเส ว คเต กาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ = เวลาใกล้รุ่งทรงตรวจดูสัตว์โลกที่ควรจะบรรลุธรรม แล้วเสด็จไปสั่งสอน

หัวใจคำสอนของพระพุทธศาสนา
หลังจากออกพรรษาแรกที่ตรัสรู้นั้นมีภิกษุสงฆ์ที่พระองค์ทรงบวชให้ด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา มาเข้าเฝ้าจำนวน ๑,๒๕๐ รูปโดยมิได้นัดหมาย พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ คือตรัส หัวใจพระพุทธศาสนาและวินัยเครื่องควบคุมคณะสงฆ์ว่า
สพฺพปาปสฺส อกรณํ = การไม่ทำบาปทุกอย่าง
กุสลสฺสูปสมฺปทา = การทำกุศลให้ถึงพร้อม
สจิตฺตปริโยทปนํ = การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว
เอตํ พุทฺธานสาสนํ = นี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ฯลฯ
อนูปวาโท = การไม่กล่าวร้าย
อนูปฆาโต = การไม่ทำร้าย
ปาติโมกฺเข จ สํวโร = ความสำรวจในปาติโมกข์
มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ = รู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร
ปนฺตญฺจ สยนาสนํ = ยินดีในที่นั่งที่นอนอันสงัด
อธิจิตฺเต จ อาโยโค = การฝึกจิตให้สงบระงับ
เอตํ พุทฺธานสาสนํ = นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

หลักการสอนของพระพุทธเจ้า
๑. สันทัสสนา = อธิบายให้เห็นชัดและเข้าใจแจ่มแจ้งในทุกสิ่งทุกอย่าง
๒. สมาทปนา = โน้มน้าวจิตใจให้ผู้ที่ถูกสอนมีใจที่จะทำตามโดยไม่ยาก
๓. สมุตเตชนา = ให้กำลังใจเพื่อให้เกิดความอุตสาหะในการที่จะทำ
๔. สัมปหังสนา = สอนให้เกิดความเพลิดเพลินไม่น่าเบื่อหน่าย
รายละเอียดปลีกย่อยในการสอนของพระองค์ก็ยังมีอีกมากมาย ที่สำคัญคือพระองค์มีปรจิตตวิชานนะคือทรงรู้จิตรู้ใจของคนที่พระองค์จะสอนเป็นอย่างดี ทรงรู้ความแตกต่างระหว่างบุคคล ว่าคนชนิดไหนควรจะได้รับการสอนอย่างไร เป็นต้น จะขอยกตัวอย่างการสอนของพระพุทธเจ้าให้ดูเป็นแบบก็คือ
สอนจากสิ่งที่รู้แล้วไปหาสิ่งที่ยังไม่รู้ : เช่น พระพุทธเจ้าทรงสอนสิงคาลมาณพในสิงคาล สูตรที่เขากำลังไหว้ทิศทั้ง ๖ ตามที่บรรพบุรุษของเขาสั่งสอนมา โดยก็ไม่ทราบว่าไหว้ไปทำไม แต่พระองค์ได้กลับใจเขา ทรงสอนให้เขาเข้าใจทิศ ๖ ในพระพุทธศาสนา อย่างนี้เรียกว่า สอนจากสิ่งที่รู้ไปหาสิ่งที่ยังไม่รู้
สอนจากสิ่งที่เป็นรูปธรรมไปหาสิ่งที่เป็นนามธรรม : เช่น พระพุทธเจ้าทรงสอนพระนาง รูปนันทาเถรี โดยพระองค์ทรงเนรมิตหญิงสาวสวยให้ถวายงานพัดใกล้ ๆ กับพระองค์ในเวลาที่ทรงแสดงธรรม เพราะทรงรู้ว่าพระนางรูปนันทาเป็นผู้หนักในรูปคือเป็นพวกราคจริต พระพุทธเจ้าทรงเนรมิตให้หญิงนั้นเริ่มจากวัยรุ่น ---> ไปสู่วัยกลางคน ---> วัยชรา ---> และเสียชีวิตลงในที่สุด และทรงแสดงความไม่เที่ยงแห่งสังขารในวาระสุดท้าย คือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา อย่างนี้เรียกว่า สอนจากสิ่งที่เป็นรูปธรรมไปหาสิ่งที่เป็นนามธรรม
สอนโดยการใช้อุปกรณ์ : เช่น พระพุทธเจ้าทรงสอนพระจูฬปันถกโดยทรงให้พระจูฬปันถกใช้ฝ่ามือลูบคลำชิ้นท่อนผ้า โดยให้บริกรรมว่า รโชหรณํ รโชหรณํ ไปเรื่อย ๆ เมื่อใช้เวลานานเข้า ชิ้นท่อนผ้าก็เก่าเศร้าหมองเกิดขึ้น พระจูฬปันถกก็ได้คิดว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่เที่ยง และในที่สุดก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ อย่างนี้เรียกว่า การสอนโดยใช้อุปกรณ์ประกอบการสอน
สอนให้เกิดความคิดขึ้นมา : เช่น พระพุทธเจ้าทรงสอนนางกิสาโคตมี คือนางกิสาโคต
มี ได้อุ้มลูกน้อยซึ่งตายแล้วไปเที่ยวขอยาตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อจะเอามารักษาลูกของนางให้ฟื้นคืนชีพ คนทั้งหลายเริ่มเข้าใจว่านางคงจะเป็นบ้าไปเสียแล้ว แต่ก็ยังมีคนที่คิดจะช่วยนาง บอกว่าให้ไปหาพระพุทธเจ้า พระองค์อาจมียารักษาลูกของนางให้หายได้ นางดีใจมากเมื่อได้ยินอย่างนี้ เมื่อนางได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่า มี.....มียาพอที่จะรักษาลูกของนางให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ แต่มีข้อแม้อยู่เพียงข้อเดียวคือต้องไปหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดมาจากบ้านของคนที่ยังไม่เคยมีใครตายเลย นางกิสาโคตมี ดีใจมากรีบอุ้มลูกน้อยไปเข้าบ้านโน้นออกบ้านนี้ บ้านแล้วบ้านเล่า ไม่มีสักบ้านเดียวที่ไม่เคยมีคนตาย จึงเกิดความท้อแท้ใจ จากนั้น นางเริ่มจะคิดได้และปลงตกกับความจริงของธรรมชาติชีวิตว่า สิ่งทั้งหลายมีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับสลายไปในที่สุด ไม่มีใครเลยที่ไม่เคยสูญเสียสิ่งที่ตนเองรัก สิ่งที่ตนเองชอบใจ จากนั้นนางไม่มีความคิดที่จะหายามารักษาลูกของนางอีกต่อไป เดินมุ่งหน้ากลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้าและขอบวชเป็นภิกษุณีและได้บรรลุพระอรหันต์ในที่สุด วิธีการสอนอย่างนี้ของพระพุทธเจ้า เรียกว่า การสอนให้เกิดความคิดขึ้นมาเอง

หลักการตอบปัญหาของพระพุทธเจ้า
แต่ละวันจะมีผู้คนเป็นจำนวนมากมาขอเข้าเฝ้าทูลถามปัญหาที่หลากหลายกับพระองค์ พระพุทธเจ้าทรงมีหลักการตอบปัญหาอยู่ ๔ อย่าง คือ
๑. เอกังสพยากรณ์ ทรงตอบไปโดยส่วนเดียว เช่น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น
๒. วิภัชพยากรณ์ ทรงแยกตอบไปตามลักษณะของเรื่องนั้น ๆ เช่น ถ้ามีคนถามปัญหาว่า "ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่" จะทรงตอบจำแนกไปตามเหตุและผล คือ เมื่อเหตุให้เกิดมีอยู่ การเกิดก็ต้องมี เมื่อเหตุของการเกิดไม่มี การเกิดก็ไม่มี
๓. ปฏิปุจฉาพยากรณ์ ทรงถามย้อนกลับโดยเอาคำถามที่ถามมา ย้อนถามไปอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็จะได้คำตอบเองเหมือนหลักของตรรกวิทยา เช่น ทีฆนขะ อัคคิเวสนโคตร แสดงความคิดเห็นของตนว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ชอบใจหมด" พระองค์ตรัสตอบว่า "ถ้าอย่างนั้น ความเห็นอย่างนั้น ก็ต้องไม่ควรแก่ท่าน ท่านก็ต้องไม่ชอบความเห็นอย่างนั้นด้วย"
๔. ฐปนียะ ปัญหาบางอย่างเป็นเรื่องไร้สาระ ตรัสออกไปแล้วก็ไม่เกิดประโยชน์อันใดแก่ผู้ฟัง ถ้ามีคนถามปัญหาอย่างนี้ พระองค์ก็จะไม่ได้รับคำตอบ ไม่ใช่เป็นเพราะว่าพระองค์ไม่รู้ พระองค์ทรงรู้ทรงเป็นสัพพัญญู แต่เป็นปัญหาไร้สาระ ไม่เป็นไปเพื่อคลายความทุกข์ เช่น มีพระเถระรูปหนึ่งชื่อว่ามาลุงกยบุตรถามปัญหาทางอภิปรัชญากะพระองค์ว่า โลกนี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง โลกมี ที่สุดหรือไม่มีที่สุด เป็นต้น พระองค์จะไม่ทรงตอบปัญหาเช่นนั้น
พระดำรัสของพระพุทธเจ้าก่อนที่พระองค์จะตรัสทุกครั้ง จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลัก ๔ ประการคือ
๑. เป็นเรื่องจริง
๒. เป็นธรรม
๓. มีประโยชน์
๔. เหมาะสมแก่กาล