ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๒ - กำเนิดพระพุทธศาสนา
ทรงบรรลุอมตธรรม
เมื่อพระองค์ได้เสวยข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดาเรียบร้อยแล้ว ทรงดำริที่จะบำเพ็ญเพียรทางจิตต่อไป จึงทรงมุ่งตรงไปยังต้นมหาโพธิ์ตามที่ทรงกำหนดหมายไว้ ในระหว่างทางพระองค์ได้พบโสตถิยพราหมณ์ถือหญ้าคามา ๘ กำเดินสวนทางมา พอพราหมณ์นั้นมาพบพระองค์ก็เกิดความเลื่อมใสจึงน้อมหญ้าคาทั้ง ๘ กำเข้าไปถวาย พระองค์ก็ทรงรับไว้แล้วเสด็จต่อไปยังต้นมหาโพธิ์ เมื่อเสด็จถึงต้นมหาโพธิ์แล้ว พระองค์ได้ทรงพิจารณาว่า ทิศตะวันออกของต้นมหาโพธิ์เป็นสถานที่เหมาะจึงทรงลาดหญ้าคา ๘ กำปู ณ ที่นั้น ทรงพอพระทัยในบรรลังก์หญ้านั้น ทรงนั่งขัดสมาธิ บนบรรลังก์หญ้านั้น หันพระพักตร์ไปในทิศตะวันออก แล้วทรงตั้งสัจจะอธิษฐานว่า "ถ้าเรายังไม่ได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณตราบใด เราจักไม่ลุกขึ้นตราบนั้น แม้ว่าเนื้อเลือดจะเหือดแห้งไป เหลือแต่หนัง เอ็น กระดูก ก็ตามที" แล้วทรงกระทำจิตเข้าสู่สมาธิอย่างเข้มข้น ทรงประมวลเอาพระบารมีที่ทรงสั่งสมมาหลายร้อยหลายพันชาติมาเป็นพระกำลัง จนสามารถเอาชนะธรรมฝ่ายต่ำได้ มีพระทัยที่แน่วแน่มากยิ่งขึ้นตามลำดับ และในราตรีนั้นเอง พระองค์ก็ได้บรรลุญาณตามลำดับแห่งราตรีดังนี้คือ
๑. ยามแรก (เวลา ๑๘ - ๒๒ น.) ทรงบรรลุบุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือรู้และเข้าใจอดีตชาติหนหลังของพระองค์ได้อย่างแจ่มแจ้ง
๒. ยามที่สอง (เวลา ๒๒ - ๐๒ น.) ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ คือทรงรู้และเข้าใจเหตุที่สัตว์โลกต้องเกิดและตายมีสภาพที่แตกต่างกัน ทั้งรู้แจ้งการกำเนิดและเรื่องของชีวิต
๓. ยามที่สาม (เวลา ๐๒ - ๐๖ น.) ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ คือความรู้ความเข้าใจความสิ้นไปของกิเลสอาสวะทั้งหลาย คือทราบว่าการที่ขันธ์มาประชุมกันขึ้นเป็นตัวเราตัวเขานี้ ก็เพราะความโง่เขลา (อวิชชา) ความต้องการ ความปรารถนาไม่มีที่สิ้นสุด (ตัณหา) ความยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) และการกระทำของเรา (กรรม) นั่นเอง ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นเหตุและผลของกันและกัน เหมือนกับสายโซ่ เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ทำให้ถอนความหลงความเพลิดเพลินในเบญจขันธ์เสียได้ และรู้ความจริงอันประเสริฐที่พระองค์ไม่เคยได้ทรงทราบมาจากเจ้าลัทธิใดมาก่อน เรียกว่า อริยสัจ ๔ ประการ คือ
๑. ทุกข์ คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ เป็นสภาวะที่ทนได้ยาก
๒. สมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์
๓. นิโรธ คือ วิธีที่จะทำให้ความทุกข์สิ้นไป
๔. มรรค คือ แนวทางปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์ได้อย่างแท้จริง