ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๒ - กำเนิดพระพุทธศาสนา
เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบรรพชา
หลังจากวันที่เจ้าชายเสด็จไปพบเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย จึงทรงดำริก้าวไปไกลยิ่งกว่านั้น คือทรงดำริว่าสภาพทั้งหลายทั้งปวงโดยธรรมชาตินั้นต้องมีของแก้กันได้เสมอ เช่น มีร้อนก็ต้องมีเย็นแก้ มีมืดก็มีสว่างแก้ มีทุกข์ก็ต้องมีสุขแก้ มีแก่ มีเจ็บ มีตาย ก็ต้องมีเครื่องแก้ไม่ให้แก่ เจ็บ ตายได้ เจ้าชายทรงคำนึงว่า ถ้ายังอยู่ในเพศของฆราวาสวิสัยอยู่ก็ไม่อาจหาทางแก้ทุกข์ได้ เพราะฆราวาสวิสัยนี้คับแคบ และเป็นที่ตั้งแห่งอารมณ์ที่ทำให้ใจเศร้าหมอง เพราะความรัก ความชัง ความหลง เป็นที่มาของธุลี ส่วนการบรรพชานั้นเป็นช่องว่างพอที่จะแสวงหาอุบายนั้นได้ เมื่อทรงดำริอย่างนี้แล้ว ทำให้มีพระทัยน้อมไปในการบรรพชามากยิ่งขึ้น
และในราตรีนั้นเอง ในขณะที่มีพระชนมายุได้ ๒๙ พรรษา ก็ตัดสินพระทัยเสด็จออกบรรพชา โดยยอมหนีพระนางพิมพา พระโอรส ราชสมบัติ ยศศักดิ์รัชทายาททั้งหลายทั้งปวง แล้วเสด็จหนีออกจากพระราชวัง โดยประทับม้าชื่อว่า "กัณฐกะ" พร้อมด้วยมหาดเล็กฉันนะในยามราตรี เสด็จถึงชายฝั่งแม่น้ำอโนมานที (แขวงมัลละชนบท) ทรงตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์ และทรงเปลื้องเครื่องประดับต่าง ๆ ออกแล้วสวมใส่ชุดนักบวชอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิต เพื่อแสวงหาทางพ้นทุกข์ต่อไป ครั้งแรก พระโคดมได้ประทับอยู่ที่ป่ามะม่วงชื่อ อนุปิยอัมพวัน อยู่ถึง ๗ วัน จากนั้นได้เสด็จผ่านแคว้นโกศลมุ่งตรงไปยังกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ เพื่อจะได้ศึกษาข้อปฏิบัติของเจ้าลัทธิทั้งหลาย พระองค์ได้พบพระเจ้าพิมพิสารพระราชาผู้ครองแคว้นมคธด้วย พระเจ้าพิมพิสารได้ตรัสถามถึงสกุลวงศ์ที่ออกบวช แล้วตรัสเชิญให้พระองค์ครองราชสมบัติในแคว้นมคธด้วย โดยจะแบ่งให้ปกครองแคว้นมคธกึ่งหนึ่ง พระโคดมทรงปฏิเสธโดยสุภาพ โดยตรัสว่า พระองค์มุ่งแสวงหาพระสัมมาสัมโพธิญาณเท่านั้น ไม่มีความประสงค์ในการแสวงหาราชสมบัติอีกต่อไป พระเจ้าพิมพิสารเมื่อได้ทราบพระประสงค์เช่นนั้น ก็ได้ทรงอนุโมทนาและขอพรต่อพระองค์ให้ทรงรับปฏิญญาว่า ถ้าได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณขอให้มาเทศนาโปรดบ้าง พระองค์ก็ทรงรับคำขอร้องนั้น
ฝ่ายโกณฑัญญะพราหมณ์ เมื่อได้ทราบข่าวว่าเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบวช ตนเองมีความเลื่อมใสเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงได้ชักชวนเพื่อนพราหมณ์ที่เคยไปทำนายลักษณะเจ้าชายออกบวชตาม บางคนก็เชื่อ บางคนก็ไม่เชื่อ และมีผู้บวชตามอยู่ ๕ คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ พราหมณ์ทั้ง ๕ คนนี้รวมเรียกว่า ปัญจวัคคีย์