ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๑ - ทรรศนะของครูทั้ง ๖
๕. นิครนถ์นาฏบุตรหรือท่านมหาวีระ
ตามประวัติที่ได้ชื่อว่านิครนถนาฏบุตร ตามคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนากล่าวว่าท่านเป็นบุตรของนักฟ้อน แต่ตามความเป็นจริงแล้วท่านเป็นกษัตริย์ในลิจฉวีวงศ์ แคว้นวัชชี มีชีวประวัติคล้าย กับพระพุทธเจ้ามาก นิครนถนาฏบุตรหรือเจ้ามหาวีระต่อมาได้กลายมาเป็นผู้ก่อตั้งศาสนาไชนะหรือเชน เป็นศาสนาที่เกิดร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า ศาสนาเชนมีศาสดานับเนื่องกันได้ ๒๓ พระองค์ในอดีต ศาสดาทางศาสนาเชนเรียกกันว่า ติรถังกร (Tirthankara) หมายถึงวิญญาณที่สมบูรณ์ หรือชินะ องค์แรกมีนามว่า "ฤษภะ" และองค์ที่ ๒๔ นับเป็นองค์สุดท้ายชื่อว่า วรธมานะ หรือมหาวีระ ก็เป็นคนเดียวกับนิครนถ์นาฏบุตร และถือว่าเป็นผู้ก่อตั้งศาสนาเชนและพัฒนาให้เจริญรุ่งเรือง
วรธมานะมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า มหาวีระ ซึ่งมีเรื่องเล่าว่าขณะเยาว์วัย เจ้าชายวรธมานะเสด็จประพาสเล่นในอุทยานหลวงกับพวกเพื่อน ๆ ขณะที่กำลังเล่นกีฬากันเพลิน ๆ ช้างพลายตกมันเชือกหนึ่งหลุดออกจากโรงช้างบุกเข้าเขตอุทยานและตรงเข้าทำร้าย เด็กพวกอื่นพากันวิ่งหนีเอาตัวรอด แต่เจ้าชายวรธมานะไม่มีชาติของผู้ขลาด เมื่อเห็นช้างเข้ามาใกล้ก็ตั้งสติมั่นยืนตรงอยู่กับที่คอยทีอยู่ เมื่อช้างวิ่งเข้ามาใกล้ตัวเพื่อจะทำร้าย วรธมานะกระโดดเข้าจับงวงตามวิธีที่ได้รับฝึกฝนมาจากควาญหลวง ขึ้นหลังบังคับขี่กลับไปถึงโรงช้างมอบให้นายควาญช้างได้
เจ้าชายวรธมานะเสด็จเข้าวังโดยไม่ได้ตรัสเรื่องนั้นแก่ใคร ๆ เลย แต่ควาญช้างผู้เป็นอาจารย์มองเห็นความกล้าหาญที่เด็กคนอื่นไม่สามารถกระทำได้ จึงนำความไปกราบทูลกษัตริย์สิทธารถให้ทรงทราบ กิตติศัพท์ได้แพร่กระจายออกไปทั่วคามนิคมถึงความกล้าหาญ ครั้งนี้ เป็นที่แซ่ซ้องสรรเสริญของคนทั่วไป จึงพร้อมเพรียงกันถวายพระนามใหม่ให้เจ้าชายว่า "มหาวีระ" แปลว่า ผู้กล้าหาญที่ยิ่งใหญ่ ก็เหมือนกับพระมหากษัตริย์ไทยเราเช่น ในหลวงรัชกาลที่ ๕ พระองค์ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย จึงได้รับขนานพระนามใหม่จากประชาชนอีกพระนามหนึ่งว่า "พระปิยมหาราช" เป็นต้น
เจ้ามหาวีระมีเชื้อชาติความเป็นกษัตริย์เหมือนกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ศากยวงศ์ ส่วนเจ้ามหาวีระหรือนิครนถ์นาฏบุตรเป็นกษัตริย์สืบเชื้อสายมาจากลิจฉวีวงศ์ เมืองไพศาลีในลุ่มแม่น้ำคงคาตอนบน โดยได้รับคำทำนายจากโหราจารย์โดยมีคติเป็น ๒ เช่นเดียวกับเจ้าชายสิทธัตถะในเวลาออกบวช ศาสดาทั้งสองก็เสด็จออกบวชเมื่อพระชนมายุใกล้เคียงกัน พระพุทธเจ้าเสด็จออกบวชเมื่อพระชนมายุ ๒๙ เจ้ามหาวีระออกบวชเมื่ออายุ ๓๐ ปี
ชีวประวัติของท่านนิครนถ์นาฏบุตรนั้นมีความละม้ายคล้ายคลึงกับพระพุทธเจ้า คือได้มีมเหสีแล้วและทรงเบื่อโลกออกบวช สละโลกาวิสัยแล้วเสด็จออกไปแสวงหาความจริงบำเพ็ญทุกรกิริยาอยู่ ๑๒ ปี ในที่สุดก็ถือว่าได้เป็นผู้หลุดพ้นเป็นอรหันต์ตรัสรู้เป็นสัพพัญญูขึ้นมา แล้วก็ได้บัญญัติศาสนาใช้เวลา ๓๐ ปีเศษสอนสาวกของตนแพร่หลายศาสนาไปในลุ่มแม่น้ำคงคา ยมุนา ในพื้นที่ต่าง ๆ เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญพุทธกิจมา
น่าแปลกใจที่ว่าศาสดาทั้ง ๒ องค์นี้ ไม่เคยมีโอกาสพบปะสนทนากันเลยในประวัติวรรณคดีบาลีก็กล่าวถึงเสมอว่า ทั้งสองท่านได้ไปอยู่ในที่แห่งเดียว จำพรรษาอยู่ใกล้เคียงกัน แต่ว่าก็ไม่เคย พบปะกันจัง ๆ สักคราวหนึ่งเลย ที่พบกันส่วนมากก็เป็นว่านิครนถ์นาฏบุตรหรือเจ้ามหาวีระส่งลูกศิษย์คนสำคัญมาโต้วาทีกับพระพุทธเจ้า
มีเรื่องใหญ่ ๆ ที่มีความสำคัญอยู่ ๒ เรื่อง ในอุปาลิวาทสูตรได้พูดถึงข้อโต้แย้งระหว่าง ๒ ศาสนานี้ถึงนิครนถ์คนหนึ่ง นิครนถ์คนนี้มีชื่อว่าทีฆตปัสสีนิครนถ์เป็นสาวกกำลังสำคัญของศาสดามหาวีระได้มาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ในที่แห่งหนึ่ง ซึ่งในขณะนั้นเจ้ามหาวีระก็จำพรรษาอยู่ในเมืองเดียวกับที่พระพุทธเจ้าจำพรรษาอยู่คือเมืองเวสาลีนั่นเอง ทีฆตปัสสีนิครนถ์ได้เสนอแนวความคิดหลักธรรมอ้างถึงศาสดาของตนว่า ศาสดาของตนนั้นเมื่อจะบัญญัติโทษ ทางกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม บัญญัติว่าโทษทางกายกรรม หนักกว่าโทษทางวจีกรรมและมโนกรรม แต่คำสอนในศาสนาชินะเรียกว่าทัณฑะ คือกายทัณฑะ วจีทัณฑะ และมโนทัณฑะ ในบรรดาทัณฑะทั้ง ๓ นั้น กายทัณฑะ หนักกว่าวจีทัณฑะและมโนทัณฑะ ทีฆตปัสสีทูลถามพระพุทธองค์ว่าทรงมีความคิดเห็นอย่างไร พระพุทธองค์ตรัสตอบว่าความเห็นของเรานั้นมีความเห็นว่า มโนทัณฑะ มีโทษมากกว่ากาย ทัณฑะและวจีทัณฑะ ทีฆตปัสสีให้พระพุทธองค์ยืนยัน ๓ ครั้ง พระพุทธเจ้าก็ให้ทีฆตปัสสีนิครนถ์ยืนยัน ๓ ครั้ง ว่าวาทะของท่านเป็นอย่างนั้น
นี้เป็นธรรมเนียมของคนในสมัยนั้น เพราะว่ากลัวจะมีการกลับคำพูดอีกในภายหลัง หลังจากนั้นทีฆตปัสสีก็ไม่ได้โต้แย้งอะไรแล้วทูลลากลับ เมื่อกลับมาแล้วก็ไปเฝ้าศาสดาของตัวคือเจ้ามหาวีระ ก็เล่าความจริงให้ฟังว่าได้ไปเฝ้าพระสมณโคดมมาได้โต้แย้งความคิดเห็นอย่างนี้ นิครนถ์นาฏบุตรก็ชมเชยว่าตอบได้ถูกต้อง และย้ำว่ากายทัณฑะมีโทษมากกว่า ขณะนั้นอุบาลีคฤหบดีเป็นอุบาสกของเจ้ามหาวีระนั่นแหละเป็นคฤหบดีคนสำคัญ มีชื่อเสียงและร่ำรวยมากเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในเมืองเวสาลีได้นั่งฟังอยู่ด้วย และนิครนถ์นาฏบุตรก็มีประสงค์ที่จะส่งอุบาลีคฤหบดีไปโต้แย้งหักล้างวาทะด้วยวาทะกับพระสมณโคดม เพื่อจะทำให้พระพุทธเจ้ากลับมาเป็นศิษย์ของนิครนถ์นาฏบุตรให้ได้
ทีฆตปัสสีได้ยินดังนั้นก็ห้ามว่าอย่าส่งไปเลยท่านอาจารย์ เพราะว่าใคร ๆ ก็รู้ว่าพระสมณโคดมนั้น ใครที่ไปท้าโต้วาทีก็แพ้กลับมาทุกรายก็ดูอย่างกระผมซิยังไม่กล้าเลย เพราะกลัวว่าแพ้แล้วจะต้องกลายเป็นลูกศิษย์ไป นิครนถ์นาฏบุตรก็ออกปากห้ามทีฆตปัสสีว่าอย่าพูดมากไปเลย ตรงกันข้ามเรากลับมีความเห็นว่า ถ้าอุบาลีคฤหบดีศิษย์ของเราไปโต้วาทะกับพระสมณโคดมแล้วจะสามารถทำให้พระสมณโคดมกลับมาเป็นศิษย์ของเรามากกว่า เพราะเราเชื่อมั่นว่าอุบาลีคฤหบดีมีความรู้ความเชี่ยวชาญ มีปัญญามาก รู้เรื่องลัทธิตนและลัทธิของผู้อื่นเป็นอย่างดี และรู้เรื่องศาสนาต่าง ๆ เป็นอย่างมาก จะสามารถเอาชนะพระสมณโคดมได้ การโต้วาทะในครั้งนั้นก็เน้นหนักเรื่องกรรมคือ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม
ผลของการโต้แย้งกันปรากฏว่า อุบาลีคฤหบดีกลับใจเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าทูลขอปฏิญญาเป็นชาวพุทธ พระพุทธเจ้าก็ทรงห้ามว่าอย่าเลยคฤหบดี อย่ารีบด่วนมานับถือเราเลย เพราะว่าตัวท่านนั้นใคร ๆ ก็รู้ว่าเป็นผู้อุปถัมภ์คนสำคัญของพวกนิครนถ์ทั้งหลายอยู่ การที่คนมีชื่อเสียงอย่างท่านมีศรัทธาหนักแน่นในลัทธินิครนถ์อย่างท่านมากลับใจเปลี่ยนศาสนาเสียง่าย ๆ ไม่สมควรเลย พระพุทธเจ้าทรงยับยั้งไว้
อุบาลีคฤหบดีพอได้ยินดังนั้นก็ทูลตอบว่า ชื่นใจเหลือเกิน ข้าพระองค์ไม่เคยฟังเจ้าลัทธิใดที่จะมายับยั้งความเลื่อมใสของข้าพระองค์เช่นพระองค์อย่างนี้เลย ถ้าเป็นเจ้าลัทธิอื่นพอรู้ว่าข้าพระองค์จะเลื่อมใสเท่านั้น เขาจะเที่ยวประกาศตีฆ้องร้องเป่าไปทั่วเมืองแล้วว่า ท่านผู้นั้น ๆ กลับใจมานับถือเราแล้ว พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า เอาเถอะอุบาลีท่านไตร่ตรองแล้วจึงทำนะ การที่ท่านมาเปลี่ยนใจเปลี่ยนศาสนามานับถือเราสมควรอยู่หรือ อุบาลีทูลตอบกับพระพุทธเจ้าว่า สมควรอย่างยิ่งพระพุทธเจ้าข้า เพราะบัดนี้ข้าพระองค์เห็นจริงแล้วว่าคำโฆษณาชวนเชื่อคำเล่าลือเสีย ๆ หาย ๆ ที่เจ้าลัทธิอื่นโจมตี พระพุทธองค์ว่าพระองค์มีมายาในการกลับใจคน วันนี้ การที่ข้าพระองค์มาเลื่อมใส ไม่ใช่เป็นเพราะพระองค์ใช้มายาในการกลับใจคนแต่อย่างใด แต่เกิดความเลื่อมใสในข้อธรรมะที่พระองค์ได้ชี้แจงคำสั่งสอนอันมีเหตุมีผล สามารถใช้ปัญญาไตร่ตรองให้เห็นจริงได้จนข้าพระองค์อับจนเกิดปัญญาเลื่อมใสขึ้นมาเอง เพราะฉะนั้น จึงขอให้พระองค์ทรงจำข้าพระองค์ว่าถึง พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะตลอดชีวิต
พระพุทธเจ้าตรัสว่า คฤหบดีเมื่อท่านมีศรัทธามีความเลื่อมใสอย่างนี้ก็ตามที แต่ว่าตัวท่านเคยให้ทานแก่พวกนิครนถ์อย่างไร ก็จงให้อย่างนั้นนะ อุบาลีคฤหบดีทูลตอบว่า พระองค์ตรัสอย่างนี้ ทำให้ข้าพระองค์เลื่อมใสมากยิ่งขึ้น เมื่อก่อนมีแต่คำโฆษณาทับถมพระพุทธองค์ว่า พระสมณโคดมสอนให้คนทำทานแก่พระภิกษุสงฆ์สาวกของพระองค์เท่านั้นถึงจะได้บุญ ทำบุญทำทานแก่นักบวชนอกศาสนาแล้วไม่ได้บุญเลย วันนี้มาได้ยินได้ฟังกับหูตนเองแล้วยิ่งทำให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใสในพระองค์มากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ
ตกลงว่าคำโฆษณากล่าวร้ายทับถมที่ข้าพระองค์ได้ยินมาแต่ก่อนหน้านี้ล้วนแต่เป็นคำใส่ร้ายป้ายสีทั้งนั้นไม่เป็นเรื่องจริงเลย เป็นการพูดของศาสดาเหล่านั้นเกรงว่าสาวกของตนจะมาเลื่อมใสพระองค์ ลาภสักการะก็จะสูญเสียไป มาบัดนี้มารู้ด้วยตัวเอง ฟังกับหูตัวเองแล้วข้าพระองค์จะทำตามพระพุทธองค์ทุกอย่างพระพุทธเจ้าข้า จากนั้นอุบาลีคฤหบดีก็จากไป
หลังจากนั้น ข่าวได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วว่า อุบาลีคฤหบดีลูกศิษย์ของท่านนิครนถ์นาฏบุตรที่มีความมุ่งหวังจะไปหักล้างวาทะด้วยวาทะเพื่อเอาพระพุทธเจ้ามาเป็นลูกศิษย์ให้ได้ บัดนี้ถูกพระพุทธเจ้ากลับเอามาเป็นลูกศิษย์แล้ว นิครนถ์นาฏบุตรได้ฟังแล้วก็ยังไม่เชื่อ คิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่ลูกศิษย์ชั้นเอกของเราที่มีความเชี่ยวชาญทั้งลัทธิตนและลัทธิของคนอื่นจะไปเป็นลูกศิษย์ของพระสมณโคดม จึงพร้อมด้วยบริวารยกขบวนไปบ้านของอุบาลีคฤหบดี พอถึงบ้านผู้ที่เฝ้าหน้าประตูบ้านคฤหบดีบอกว่านิมนต์หยุดอยู่ที่ประตูเรือนก่อน ถ้าท่านต้องการข้าว ต้องการน้ำ ต้องการอาหารชนิดใด เราจะไปนำมาให้ที่หน้าประตูเรือน
นิครนถ์นาฏบุตรบอกว่าเจ้าไม่รู้หรือว่าเราเป็นใคร เราเป็นศาสดาของนายเจ้ารีบไปตามนายของเจ้าออกมาเร็ว ๆ คนเฝ้าประตูก็ไปบอกอุบาลีคฤหบดีออกมา อุบาลีก็เชิญให้เข้ามาในบ้าน ถ้าเป็นวันอื่น ๆ อุบาลีจะต้องตักน้ำมาล้างเท้าให้นิครนถ์นาฏบุตร ปูลาดอาสนะให้นั่งในที่สูงกว่าตนเอง และกระทำสามีจิกรรมอัญชลีกรรมต่อนิครนถ์นาฏบุตร แต่มาวันนี้ อุบาลีคฤหบดีนั่งอยู่ในที่เสมอกันกับนิครนถ์ ไม่กระทำสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น และพูดว่า ดูก่อนนิครนถ์ น้ำก็มีอยู่ อาหารก็มีอยู่ ถ้าท่านปรารถนาจะฉันน้ำก็ฉันน้ำ ถ้าท่านปรารถนาจะฉันข้าวก็จงฉันข้าว ที่นั่งก็มีอยู่เชิญนั่ง
นิครนถ์นาฏบุตรเห็นการกระทำอย่างนั้นก็โกรธเป็นกำลัง กล่าวว่าอุบาลีท่านลืมคำปฏิญญาของท่านแล้วหรือ ก่อนที่ท่านจะจากเราไปท่านสัญญาบอกกะเราว่าจะไปหักล้างวาทะด้วยวาทะกับพระสมณโคดม แต่ทำไมบัดนี้ท่านถึงได้ทำกิริยาหยาบคายกะเราแบบนี้เล่า อุบาลีบอกว่าไม่ได้หยาบคายเลยท่านผู้เจริญ เราได้ทำการปฏิสันถารสมบูรณ์แล้ว แล้วเราไม่ได้เป็นศาสดาของท่านหรือ อุบาลีตอบว่าไม่ใช่ จากนั้น ก็ห่มผ้าเฉวียงบ่าแล้วหันหน้าไปทางทิศที่พระพุทธเจ้าประทับเปล่งสดุดีพระพุทธคุณออกมา นิครนถ์นาฏบุตรทนฟังไม่ได้เพราะมีความเสียใจและโกรธอย่างสุดโกรธแค้นอย่างสุดแค้นถึงกับอาเจียนเป็นโลหิตในที่นั้น เดินกลับออกจากเรือนของคฤหบดีไปในทันที
นี้เป็นเรื่องของสองศาสนาที่เป็นอเทวนิยมด้วยกันทั้งคู่ ในสมัยพุทธกาล บางเรื่องก็ตรงกันบางเรื่องก็ขัดแย้งกัน ที่แย้งกันเหมือนขาวกับดำก็คือศาสนาเชน ถึงแม้ว่าจะปฏิเสธพระเวท แต่ก็ยังรับรองเรื่องอัตตาที่เรียกว่า ชีวาตมัน ส่วนพระพุทธศาสนาสอนเรื่องอนัตตา ไม่รับรองเรื่องชีวาตมันนี้เป็นข้อแตกต่างระหว่างพระพุทธศาสนากับศาสนาเชน
ส่วนข้อที่ตรงกันของศาสนาเชนกับพระพุทธศาสนาก็คือปฏิเสธพระเจ้า (God) ผู้สร้างโลก พระพุทธศาสนาก็ปฏิเสธพระเจ้าผู้สร้างโลก ศาสนาในโลกมีเพียง ๒ ศาสนาเท่านั้นที่ปฏิเสธฐานะของพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก คือพระพุทธศาสนาและศาสนาเชน ศาสนานอกนั้นสอนมีพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกทั้งนั้น
นิครนถ์นาฏบุตรหรือเจ้ามหาวีระเผยแพร่ศาสนามีอายุยืนไปถึง ๗๐ ปี และพักเทศนาสั่งสอนคนทั้งหลายอยู่ที่เมืองปาวา อยู่ตราบจนกระทั่งวาระสุดท้ายของตนก่อนเข้าสู่ถึงนิพพาน มหาวีระเรียกสาวกทั้งหลายเข้ามาสั่งสอนเป็นครั้งสุดท้าย อนุญาตให้ศิษย์ทุกคนตั้งปัญหาถาม เพื่อมิให้มีความเคลือบแคลงสงสัยใด ๆ ในข้อธรรมของตนให้เหลืออยู่ได้ในภายหลังสาวกคนหนึ่งได้ถามว่า ในบรรดาคำสอนของพระชินะทั้งปวง คำสอนอะไรถือว่าเป็นคำสอนสำคัญที่สุด มหาวีระตอบว่า
อหิงสา เป็นธรรมสำคัญที่สุดในบรรดาคำสอนของเราทั้งหมด และกล่าวต่อไปว่า ต้องไม่ ทำร้ายสิ่งที่มีชีวิต ทางร่างกาย ทางวาจา และทางน้ำใจ อย่าฆ่าสัตว์ทั้งหลายเพื่ออาหารของตน อย่าล่าสัตว์ อย่ายิงนกตกปลา อย่าฆ่าริ้นยุง แม้ว่ามันจะกัดกินเลือดเนื้อ อย่าทำสงคราม อย่าต่อสู้ ศัตรู อย่าย่ำเหยียบพืชผักใด ๆ เพราะว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มีวิญญาณทั้งสิ้น
เจ้ามหาวีระสอนว่า ให้แสวงหาความหลุดพ้น จากสภาวะการเวียนว่ายตายเกิด ด้วยการเว้นจากการประพฤติเบียดเบียนชีวิตทุกชนิด พูดเท็จ การถือครองทรัพย์สิ่งทั้งหลายทั้งปวง แม้แต่เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม การลักทรัพย์ ให้ประพฤติพรหมจรรย์อย่างเคร่งครัด นิยมการทรมานตนเองให้ได้รับความลำบาก ที่เรียกว่าอัตตกิลมถานุโยค ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธ
ในขั้นสูงสุดก็ยังถือว่ามีอัตตาอยู่ เรียกว่า ชีวาตมัน แต่ที่เหมือนกับพระพุทธศาสนาก็คือ ปฏิเสธการสร้างโลกโดยพระเจ้า และถือหลักอหิงสา คือความไม่เบียดเบียนอย่างเข้มงวดมาก
จุดสูงสุดคือสอนคนให้เข้าถึงนิรวาณหรือเข้าถึงไกวัลยะด้วยเกวลัชญาณ จะเข้าสู่อโลกเป็นอมตะชั่วนิจนิรันดร พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดไปได้ และหลักการปฏิบัติที่จะทำตนให้เข้าถึงนิรวาณได้นั้นมีเพียง ๓ ประการ คือ
๑. สัมมาญาณ คือความรู้ชอบอันบุคคลจะได้จากตีรถังกร คือศาสดาแห่งตนที่ได้สั่งสอนไว้
๒. สัมมาทัสสนะ ความเห็นชอบ คือการเคารพต่อความจริงอาศัยศรัทธาต่อพระชินเจ้า
๓. สัมมาจริต ความประพฤติชอบ คือการประพฤติควบคุมตัณหา อารมณ์ ความคิด การพูด เป็นต้น
สรุปแล้วเจ้ามหาวีระสอนให้แสวงหาความหลุดพ้น จากสภาวะการเวียนว่ายตายเกิด ด้วยการเว้นจากการประพฤติเบียดเบียนชีวิตทุกชนิด ไม่พูดเท็จ ไม่ถือครองทรัพย์สินทั้งหลายทั้งปวง แม้แต่เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม การลักทรัพย์ ให้ประพฤติพรหมจรรย์อย่างเคร่งครัด นิยมการทรมานตนเองให้ ได้รับความลำบากที่เรียกกันว่าอัตตกิลมถานุโยค
ในขั้นสูงสุดก็ยังถือว่ามีอัตตาอยู่ เรียกว่า ชีวาตมัน แต่ที่เหมือนกับพระพุทธศาสนาก็คือ ปฏิเสธการสร้างโลกโดยพระเจ้า และถือหลักอหิงสา คือความไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันอย่างเข้มงวดอุกฤษฏ์มากที่สุด


มงฺคลตฺทีปนี, ทุติโย ภาโค, โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, กรุงเทพมหานคร
Comparative Religion, Kedar Nath Tiwari, p. 70
ศ. เสฐียร พันธรังษี ศาสนาเปรียบเทียบ