ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๑ - ทรรศนะของครูทั้ง ๖
๔. อชิตเกสกัมพล
ตามประวัติเล่ากันว่าอชิตเกสกัมพล เพราะว่าใช้ผ้ากัมพลที่ทำด้วยผมของมนุษย์ อชิตเกสกัมพลเป็นพวกนัตถิกวาที และ อุจเฉทวาที กล่าวว่า ความรู้เกิดมาจากประสาทสัมผัส (Perception) คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ตามทัศนะของอชิตเกสกัมพล จิต ไม่เป็นสิ่งแท้จริง มันไม่ได้แยกต่างหากจากกาย แต่ว่ามันเกิดขึ้นอันเป็นผลพลอยได้จากการรวมตัวกันของธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งได้สัดส่วนเท่านั้น เมื่อวัตถุธาตุทั้ง ๔ นี้รวมกันเข้าก็เกิดขึ้นเป็นร่างกาย ความรู้สึกนึกคิดก็เกิดมีขึ้น
อชิตเกสกัมพลถือว่า ธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้นที่เป็นของจริง สิ่งอื่นนอกนั้นล้วน เป็นมายา (Illusion) เกิดจากการรวมตัวของธาตุ ๔ เมื่อธาตุ ๔ สลายตัวแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นอันสูญ อชิตเกสกัมพล ปฏิเสธเรื่องความดี ความชั่ว บุญ บาป โดยสิ้นเชิง การให้ทานก็ดี การเซ่นสรวงหรือการบูชายัญก็ดี จะไม่ก่อให้เกิดผลแก่ผู้กระทำในทุกกรณี การให้ทานเป็นการบัญญัติของคนโง่เขลา การสอนว่าการให้ทานจะก่อให้เกิดผลดีแก่ผู้กระทำ การสอนแบบนี้เป็นการสอนที่เหลวไหลไร้สาระ เป็นการหลอกลวงให้ผู้อื่นหลงผิด เป็นการสอนเพื่อประโยชน์ในการเลี้ยงชีพของคนสอนเอง เป็นเรื่อง ของคนฉลาดสอนให้คนโง่ให้ทาน แต่คนฉลาดรับทาน การกระทำใด ๆ ก็ตามไม่มีผล ไม่ว่าจะทำดีหรือทำชั่ว การคาดหวังว่า การกระทำความดี ย่อมจะได้รับผลดี และการคาดหวังว่า การกระทำชั่ว ย่อมจะได้รับผลชั่ว เป็นความคาดหวังที่ว่างเปล่า เป็นการตั้งความหวังอย่าง ลม ๆ แล้ง ๆ ซึ่งไม่มีทางจะสมหวังได้เลย บิดามารดา ไม่มี ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไม่มี วิบากกรรม จึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดทั้งสิ้น ลัทธินี้ถือว่า สุข ทุกข์ เป็นเรื่องของความบังเอิญ ไม่เกี่ยวกับกรรมดี กรรมชั่ว ไม่มีนรก สวรรค์ ไม่มีการหลุดพ้น และไม่มีการเกิดใหม่ ตายแล้วสูญมีคำอธิบายบางตอนของอชิตเกสกัมพล ต่อคำตรัสถามของพระเจ้าอชาตศัตรู ปรากฏอยู่ในสามัญญผลสูตรมีเนื้อความว่า
"ดูก่อนมหาบพิตร ทานไม่มีผล (นตฺถิ ทานํ) การบูชาไม่มีผล (นตฺถิ หุตํ) การเซ่นสรวง ไม่มีผล (นตฺถิ ยิฏฺฐํ) ผลวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาบิดาไม่มี สัตว์ที่เกิดเป็นโอปปาติกะไม่มี สมณพราหมณ์ ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งรู้แจ้งเห็นจริงในโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งใหญ่ของตนเอง แล้วสอนให้ผู้อื่นรู้แจ้งเห็นจริงไม่มีในโลก มนุษย์เป็นเพียงการมาประชุมของมหาภูตทั้ง ๔ (ธาตุ ๔) เมื่อทำกาลกิริยาตายไป ธาตุดินคืนสู่ดิน ธาตุน้ำคืน สู่น้ำ ธาตุลมคืนสู่ลม ธาตุไฟคืนสู่ไฟ อินทรีย์ทั้งหลายย่อมจางหายไปในอากาศ คนทั้งหลายมีแคร่เป็นที่ ๕ จะหามเขาไป ร่างกายปรากฏอยู่แค่ป่าช้ากลายเป็นกระดูกมีสีดุจสีนกพิราบ การเซ่นสรวงมี ขี้เถ้าเป็นที่สุด ทานนี้คนเขลาบัญญัติไว้ คำของคนบางพวกที่พูดว่า ทานมีผล ล้วนแต่เป็นคำพูด อันว่างเปล่า เป็นคำเท็จ เป็นคำเพ้อเจ้อ เพราะร่างกายแตกดับ บุคคลทั้งพาลและบัณฑิตขาดสูญพินาศสิ้น ตายไปแล้วย่อมไม่มีการเกิดอีก"
จากเนื้อความข้างบนนี้เราจะเห็นได้ว่า แนวความคิดปรัชญาของอชิตเกสกัมพลนั้นเป็นแนวความคิดแบบสุดขั้วเป็นพวกวัตถุนิยมหรือสสารนิยมแบบสุด ๆ คล้ายกับลัทธิปรัชญาโลกายัตหรือจารวาก