ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๑ - ทรรศนะของครูทั้ง ๖
๓. ปกุทธกัจจายนะ
ตามประวัติกล่าวว่า ที่เรียกชื่อว่า ปกุทธกัจจายนะ เรียกกันตามชื่อตระกูล เขา ปกุทธกัจจาห้ามน้ำเย็น เวลาถ่ายอุจจาระก็ดี กินข้าวก็ดี ของไม่สะอาดอะไร ๆ เปื้อนก็ดี ก็ไม่ทำกิจคือชำระด้วยน้ำเย็น ได้น้ำร้อนหรือน้ำข้าวแล้วจึงทำ ข้ามแม่น้ำหรือน้ำในทาง ก็เข้าใจว่า ศีลของเราขาดแล้ว จึง ทำการก่อตะล่อมกองทรายอธิษฐานศีลแล้วจึงไป
ปกุธกัจจายนะเป็นพวกนัตถิกวาที สอนว่า สิ่งที่เป็นจริงแท้ในโลกนี้มีเพียง ๗ อย่างเท่านั้น คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ สุข ทุกข์ และ ชีวะ กรรมดี กรรมชั่ว บุญ บาป นรก สวรรค์ เป็นสิ่งที่ตั้งกันขึ้นเอง ทั้งสิ้น แท้จริง ไม่มี ลัทธินี้ถือว่า การฆ่า ผู้ถูกฆ่า ไม่เป็นบาปกรรมใด ๆ ทั้งสิ้น เช่น เมื่อเราใช้ดาบ ฟันลงไปบนร่างกาย คมดาบจะผ่านแทรกลงไปในระหว่างอนุภาคของสิ่งที่เป็นนิรันดร (ใน ๗ สิ่ง) ซึ่งไม่มีสิ่งใดสามารถทำลายหรือแบ่งแยกได้เท่านั้น จึงเท่ากับไม่มีผลดีผลร้ายอย่างไรเกิดขึ้น
ความเห็นของปกุทธะกัจจายนะ ที่นับได้ว่าสำคัญตอนหนึ่งในสามัญญผลสูตร ทีฆนิกาย พระเจ้าอชาตศัตรูได้ถามปัญหาเรื่องสามัญญผลแห่งการดำเนินชีวิตของสมณะหรือนักบวชว่าจะได้รับผลในชีวิตนี้อย่างไรบ้าง ปกุทธะกัจจายนะไม่ทูลตอบปัญหานี้โดยตรง แต่ตรงกันข้ามกับแสดงทัศนะของตนว่า
"ดูก่อนมหาบพิตร สภาวะ ๗ กองเหล่านี้ ไม่มีใครทำ ไม่ใช่สิ่งที่ใครได้ทำไว้ ไม่มีใครเนรมิต ไม่มีใครบัญชาให้เนรมิตไว้ เป็นสภาพยั่งยืน ตั้งอยู่มั่นคงดุจยอดภูเขา ตั้งอยู่มั่นคงดุจเสาระเนียด สภาวะ ๗ กองเหล่านั้น ไม่หวั่นไหว ไม่แปรปรวน ไม่เบียดเบียนกันและกัน ไม่อาจให้เกิดสุขหรือทุกข์หรือทั้งสุขทั้งทุกข์แก่กันและกัน สภาวะ ๗ กองนั้นเป็นไฉน คือ กองดิน กองน้ำ กองลม กองไฟ สุข ทุกข์ และชีวะ สภาวะ ๗ กองเหล่านี้ ไม่มีใครทำ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ใครได้ทำไว้ ไม่มีใครเนรมิต ไม่มีใครบัญชาให้ใครมาเนรมิต เป็นสภาพยั่งยืน ตั้งอยู่มั่นคงดุจยอดภูเขา ตั้งอยู่มั่นคง ดุจเสาระเนียด สภาวะ ๗ กองเหล่านั้น ไม่หวั่นไหว ไม่แปรปรวน ไม่เบียดเบียนกันและกัน ไม่อาจให้เกิดสุขหรือทุกข์ หรือทั้งสุขและทุกข์แก่กันและกัน ผู้ฆ่าเองก็ดี ผู้ใช้ให้คนอื่นฆ่าก็ดี ผู้ได้ยินเอง ก็ดี ผู้กล่าวให้บุคคลอื่นได้ยินก็ดี ผู้เข้าใจความหมายเองก็ดี ผู้ทำให้คนอื่นเข้าใจความหมายก็ดี ไม่มีอยู่ในสภาวะ ๗ กองนั้น เพราะบุคคลที่เอาศาสตราที่คมกล้ามาตัดศีรษะกันก็ไม่ชื่อว่าใครปลงชีวิตใคร เป็นแต่ศาสตราสอดเข้าไปตามช่องแห่งสภาวะ ๗ กองเท่านั้น"
จากข้อความข้างบนนี้เราพอจะสามารถสรุปแนวความคิดของปกุทธะกัจจายนะได้ว่า สภาวะ ๗ กองที่เจ้าลัทธินี้กล่าวถึงเป็นเหมือนสสารหรือวัตถุที่ไร้ความรู้สึกนึกคิด เมื่อสภาวะทั้ง ๗ อย่าง มารวมตัวกันอย่างได้สัดส่วนจึงเกิดเป็นสิ่งที่มีชีวิตขึ้นมา เช่น มนุษย์ สัตว์ เป็นต้น ถึงแม้จะมีชีวิตก็ตาม ส่วนประกอบต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตก็ยังคงเป็นวัตถุหรือสสารนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ เจ้าลัทธิปกุทธะกัจจายนะจึงเห็นว่า ถ้ามีใครเอาดาบคมกริบไปตัดศีรษะของคนอื่น หรือแทงคนอื่นให้ตาย ก็ถือว่าไม่มีผู้ฆ่าหรือผู้ถูกฆ่า เพราะผู้ที่ตัดศีรษะผู้ที่แทงก็เป็นวัตถุ และสิ่งที่ ถูกตัดหรือถูกแทงก็เป็นวัตถุ จึงไม่มีผู้ฆ่าและผู้ที่ถูกฆ่า ดังนั้น ปกุทธะกัจจายนะจึงเป็นพวก นัตถิกวาที กล่าวว่ากรรมและผลของกรรมไม่มี และกล่าวปฏิเสธ ความดี ความชั่ว ถูก ผิด บุญ บาป นรก สวรรค์ โมกษะ ไม่มีโดยสิ้นเชิง เมื่อสภาวะ ๗ กองรวมตัวกันจึงเกิดมีสิ่งมีชีวิต เมื่อสภาวะ ๗ กองแยกออกจากกัน จิตหรือความรู้สึกก็หมดไป ไม่มีความรู้สึกนึกคิดที่จะเหลืออยู่อีกต่อไป