ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๑ - ยุคอุปนิษัท
ต่อจากยุคคัมภีร์พระเวท เมื่อชาวอารยันอพยพเลื่อนจากแม่น้ำสินธุลงมาในภาคกลางของอินเดียคือลุ่มแม่น้ำคงคา เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นอยู่สบายแล้วก็ได้ตั้งแว่นแคว้นขึ้นเป็นรากฐานทางสังคมฮินดูเรียบร้อยแล้ว ก็มีวิวัฒนาการทางความคิดคือมีพวกปุโรหิตอีกพวกหนึ่งเห็นว่า คัมภีร์เวทเหล่านั้นคำสวดต่าง ๆ มีมากมายเหลือเกิน และบางทีคำสวดเหล่านั้นจะต้องทำคำอธิบาย ด้วยว่าต้องอธิบายการบูชาอย่างไร จึงจะได้ผลอย่างนั้น ๆ พวกปุโรหิตพวกนี้จึงได้แต่งคัมภีร์อรรถกถาคัมภีร์เวทให้ชื่อว่า "พราหมณะ"
ศาสนาพราหมณ์ได้วิวัฒนาการมาจากยุคพราหมณะก็มาเข้าสู่ยุคที่ ๓ ซึ่งเป็นยุคสมัยอุปนิษัทใกล้พุทธกาล ประมาณ ๑๐๐-๑๕๐ ปี เมื่อชาวอินเดียมีความเป็นอยู่แน่นอนลงไปแล้ว ทุกคนก็เริ่ม ฉุกคิดค้นหาความจริงในชีวิต คือเห็นว่าลำพังการบูชาบวงสรวงด้วยวิธียัญญกรรมต่าง ๆ อย่างที่เคยประพฤติมานั้น ไม่สู้จะได้ผลอะไรแต่อย่างใด ไม่สามารถทำบุคคลให้พ้นทุกข์ได้ ทำจิตใจให้สบายได้ นอกจากว่าเป็นการปลอบใจ หรือว่าเป็นการบำรุงขวัญชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นเอง ไม่สามารถจะเอาชนะทุกข์ได้อย่างเด็ดขาด
เพราะฉะนั้น จึงมีพวกที่ต้องการแสวงหาความจริงพวกหนึ่ง หลีกเร้นปลีกวิเวกออกไปตาม ป่าเขาลำเนาไพร แล้วก็พยายามใช้ปัญญาของตนขบคิดหาความจริงว่าชีวิตคืออะไร เราเกิดมาทำไม ตายแล้วจะไปไหน ซึ่งนักคิดที่จะตอบปัญหาเหล่านี้ เมื่อขบคิดไปก็พบข้อคิดจริงบางอย่างบางประการที่พวกเขาพบเข้าจึงได้รวบรวมขึ้นอีกคัมภีร์หนึ่งให้ชื่อว่า "อุปนิษัท"
คำว่า "อุปนิษัท" นั้นหมายความว่า นั่งเข้ามาตีวงใกล้ ๆ หรือนั่งเข้ามาฟังใกล้ ๆ เพราะว่าพวกฤาษีชีไพรที่ไปขบคิดปัญหาทางปรัชญาทางชีวิตพวกนี้ สมัยโบราณไม่มีเครื่องขยายเสียงไมค์โครโฟน ถ้าไม่เข้ามาตีวงใกล้ ๆ กับอาจารย์ ก็ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจว่าอาจารย์พูดอะไร สมัยที่ปรัชญาอุปนิษัทเกิดขึ้นเป็นยุคที่ใกล้กับพุทธกาลแล้ว เป็นยุคที่นักคิดชาวอินเดียเริ่มเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ไม่ผูกพัน กับระบบประเพณีดั้งเดิม ซึ่งสมัยพระเวทถ่ายทอดกันมา เพราะฉะนั้น จึงมีนักคิดอิสระที่มีความคิดแหวกแนวออกไปจากระบบประเพณีดั้งเดิมของพระเวทออกไป
พวกนักคิดอิสระเหล่านี้ปฏิเสธพระเวท พวกที่ปฏิเสธมีอยู่หลายพวกในประวัติวรรณคดีบาลีได้กล่าวถึงชื่อ พวกปริพาชก สันยาสี นิครันถะ และพวกครูทั้ง ๖ พวกนี้ล้วนแต่เป็นนักคิดอิสระ ทั้งนั้นที่ไม่ใช่พวกพราหมณ์ รวมทั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย
เพราะฉะนั้นเราจึงแบ่งศาสนาและทัศนะต่าง ๆ ของอินเดียออกเป็น ๒ พวก ใหญ่ ๆ ได้ ดังนี้
๑. พวกไวทิกวาทะ วาทะที่ยังนับถือพระเวทเป็นปทัฏฐาน ลัทธิศาสนาในพวกนี้ ยอมรับประเพณีของพราหมณ์ ไม่ปฏิเสธพระเวท ซึ่งภายหลังได้เกิดเป็น ๖ ลัทธิใหญ่ เรียกว่า "ษัททรรศนะ ประกอบด้วยลัทธิ สางขยะ มีมามสา เวทานตะ ไวเศษิกะ นยายะ และโยคะ ๖ ลัทธินี้สอนว่ามีอัตตาทั้งนั้น แนวความคิดของปรัชญาทั้ง ๖ สาขามี ดังนี้:-
๑) ลัทธิสางขยะ ลัทธินี้ถือกันว่าเป็นปรัชญาฮินดูที่เก่าแก่ที่สุด ท่านมหากบิลมุนีเป็นผู้ตั้งขึ้น คำว่า สางขยะ มาจากคำว่า สางขยา แปลว่าการนับ หรือจำนวน ที่มีชื่ออย่างนี้เพราะหลักธรรมหรือปรัชญาของลัทธินี้ กล่าวถึงตัตตวะหรือความจริงแท้ ๒๕ ประการ ซึ่งอาจย่อลงเป็น ๒ คือ (๑) ปุรุษะ อันได้แก่ อาตมัน หรือวิญญาณสากล (๒) ประกฤติ หรือปกติ คือสิ่งที่เป็นต้นเหตุหรือต้นกำเนิดของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง
สาระปรัชญาของลัทธินี้ถือว่า :-
๑. สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงย่อมเกิดมาจากเหตุและผลของมันเอง สิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันต้องเกิดจากสิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว สิ่งที่มีอยู่ต้องเกิดมาจากสิ่งที่มีอยู่ จะเกิดจากสิ่งที่ไม่มีไม่ได้
๒. ถือว่าไม่มีพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก พระเจ้าไม่มีตัวตนจะมาสร้างสิ่งที่มีตัวตนได้อย่างไร
๒) มีมามสา หรือปูรวมีมามสา เจ้าลัทธิปรัชญามีมามสาชื่อ ไชมินิ คำว่า มีมามสา แปลว่า พิจารณาหรือสอบสวน หมายถึงการสอบสวนพระเวท ให้ใช้ความไตร่ตรองในเหตุผลและทำพิธี การเสียสละเครื่องพลีบูชานั้นเป็นหลักใหญ่ ปรัชญามีมามสากล่าวถึง เรื่องวิญญาณ แสดงความเชื่อว่า วิญญาณเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง เชื่อว่าโลกและวิญญาณเป็นอมตะและเชื่อความศักดิ์สิทธิ์ของคัมภีร์พระเวท แต่มิได้กล่าวถึงผู้สร้างโลก โดยถือว่าพระเจ้าสูงสุดไม่มีความจำเป็น ตามทรรศนะของมีมามสา โลกนี้ไม่มีใครสร้าง และจะไม่มีการแตกสลาย มันจะดำรงอยู่อย่างนี้ตลอดไป ไม่มีกาลไหน ๆ ที่สากลจักรวาลจะมีลักษณะผิดแผกแตกต่างไปจากที่มันเป็นอยู่ในเวลานี้
๓) เวทานตะ ผู้ที่เป็นเจ้าลัทธิปรัชญาสาขานี้คือ พาทรายณะหรือวยาส คำว่า เวทานตะ แปลว่า ตอนท้ายแห่งพระเวท ปรัชญาสาขานี้แสดงว่าความแท้จริงมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น คือ ปรมาตมัน ปรมาตมันแตกตัวเป็นอาตมัน คือวิญญาณของบุคคล อาตมันมีลักษณะเหมือนกับปรมาตมันทุกอย่าง มันสิงอยู่ในตัวคนทุกคน คนทุกคนจึงมีจิตเป็นพระพรหมอยู่แล้ว เพียงแต่เขาไม่ทราบเท่านั้นเอง ปรัชญาหลักของเวทานตะคือ :-
"ความไม่รู้เท่าทันความจริงที่ว่า จิตของเราแต่ละคนเป็นอาตมัน เป็นอย่างเดียวกับจิตของพรหมคือปรมาตมัน คนเราจึงกระทำกรรมและถือกรรมต่าง ๆ เป็นตัวตนของเขา ดังนั้นจึงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกนี้ เมื่อใดกำจัดอวิชชา ความไม่รู้ได้แล้ว อาตมันก็จะเข้าร่วมกับปรมาตมัน คนที่สำเร็จจะกลายเป็นพรหม"
๔) ไวเศษิกะ คำว่า ไวเศษิกะ มาจากคำว่า วิเศษ ซึ่งหมายถึงลักษณะที่ทำให้สิ่งหนึ่งต่างไปจากอีกสิ่งหนึ่ง เป็นทฤษฎีวิเคราะห์ สิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่จริงชั่วนิรันดร ซึ่งตามทฤษฎีของลัทธิไวเศษิกะ มีอยู่ ๙ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ กาละ ทิศ หรือ เทศะ หมายถึงสถานที่ หรือสิ่งที่มีการกินเนื้อที่ อาตมัน ใจ หรือ มนะ ผู้ก่อตั้งปรัชญาสาขานี้คือ ท่าน กณาทะ ลัทธินี้เป็นปรัชญาคู่แฝดกับลัทธินยายะ บางครั้งจึงเรียกรวมกันว่า นยายะไวเศษิกะ ทั้งนี้เพราะปรัชญาทั้งสองระบบมีจุดมุ่งหมายเหมือนกันคือ ถือว่าโมกษะความหลุดพ้นจากทุกข์ของชีวาตมัน สามารถเข้าถึงได้ด้วยการขจัดอวิชชาหรือความโง่เขลาให้หมดไป และทำความรู้แจ้งในสัจจธรรมให้เกิดขึ้น
๕) นยายะ ปรัชญานยายะสาขานี้ ฤาษีโคตมะ หรือเคาตมะ เป็นคนแรกที่ตั้งปรัชญานยายะขึ้น
คำว่า นยายะ แปลว่า นำไป หรือโต้แย้ง การโต้แย้งด้วยเหตุผลทางตรรกวิทยา เป็นระบบปรัชญาที่หนักไปในทางส่งเสริมสติปัญญาของมนุษย์ โดยอาศัยการอนุมาน (Inference) คล้ายกับหลักการของอริสโตเติล เช่นว่า
ที่ภูเขามีไฟ (ประติชญา)
เพราะที่ภูเขามีควัน (เหตุ)
ที่ใดมีควันที่นั่นมีไฟ เช่น ที่เตาหุงข้าว (อุทาหรณ์)
ที่ภูเขามีควันซึ่งเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องด้วยไฟ (อุปนัย)
เพราะฉะนั้น ที่ภูเขามีไฟ (นิคม)
ส่วนของอริสโตเติล มีเพียง ๓ ขั้นตอน เช่นตัวอย่างข้างบนนี้ว่า
ที่ใดมีควันที่นั่นมีไฟ (Major Premise)
ที่ภูเขามีควัน (Minor Premise)
เพราะฉะนั้นที่ภูเขามีไฟ (Conclusion)
หลักสำคัญของปรัชญานยายะคือให้พิจารณาถึง ความทุกข์ ความเกิด ความเคลื่อนไหวในระหว่างมีชีวิตอยู่ และความสำคัญผิด ด้วยการพิจารณาหาความจริง ตามความเหมาะแก่เหตุผล สอนให้บุคคลเลิกละอกุศล ให้มีเมตตาต่อกัน มีสัจจะบำเพ็ญประโยชน์ต่อกัน
๖) โยคะ ปรัชญาสาขานี้ ท่านปตัญชลี เป็นผู้ตั้งขึ้น คำว่า โยคะ แปลว่าการประกอบ คือการลงมือทำให้เกิดผล ปรัชญาลัทธินี้มีทรรศนะไปข้างมีเทพเจ้าผู้ทรงอำนาจ มีอำนาจเหนือมนุษย์ คือพระพรหมผู้ยิ่งใหญ่หรือปรมาตมัน อันเป็นปฐมวิญาณของสัตว์ทั้งหลาย ปรัชญาลัทธินี้กำหนดให้ตั้งสมาธิ คือการเพ่งให้เป็นเอกัคคตา เพื่อให้วิญญาณเล็กน้อยทั้งหลายเข้าร่วมอยู่ในวิญญาณอันเป็นปฐม (คือ ให้อาตมันเข้าไปอยู่ในปรมาตมัน) อุบายวิธีในการบำเพ็ญโยคะเพื่อให้เข้าถึงปรมาตมันนั้นมีอยู่ ๘ ประการดังต่อไปนี้
๑. ยมะ การสำรวมความประพฤติ
๒. นิยมะ การบำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติทางศาสนา
๓. อาสนะ อริยาบถต่าง ๆ ของร่างกายที่ถูกต้องในลักษณะต่าง ๆ
๔. ปราณายามะ การกำหนดลมหายใจ
๕. ปรัตยาหาระ การสำรวมอินทรีย์
๖. ธารณะ การทำใจให้มั่นคง
๗. ธยานะ การเพ่ง
๘. สมาธิ การทำจิตให้เป็นสมาธิ คือ ตั้งมั่นอย่างลึกซึ้ง
๒. พวกอไวทิกวาทะ คือพวกที่ปฏิเสธความศักดิ์สิทธิ์ของพระเวท ไม่ยอมรับประเพณีของพราหมณ์ ซึ่งมีลัทธิของครูทั้ง ๖ ศาสนาเชนและพระพุทธศาสนา แต่ศาสนาเชนสอนว่ามีอัตตา เรียกว่า ชีวาตมัน พวกอุจเฉททิฏฐิ อกิริยทิฏฐิ นัตถิกทิฏฐิ และลัทธิโลกายัต (จารวาก) ก็รวมอยู่ในพวก อไวทิกวาทะนี้ด้วย เพราะปฏิเสธพระเวทเหมือนกัน


เสถียร โพธินันทะ, ประวัติศาสตร์ศาสนา, ฉบับมุขปาฐะ ภาค ๑, น. ๘