ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
บทที่ ๑ - ยุคพระเวท

ยุคพระเวท เป็นยุคที่พวกอารยันอพยพมาจากใจกลางดินแดนของทวีปเอเชีย อพยพเข้ามา ตั้งภูมิลำเนาในลุ่มแม่น้ำสินธุ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียปัจจุบันนี้ ได้แก่ บริเวณอันเป็นที่ตั้งของประเทศปากีสถาน พวกอารยันนั้น ตามนักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าเป็นพวกผิวขาวที่เดิมมี ภูมิลำเนาอยู่ทางแถบทะเลสาบแคสเปี้ยน ระหว่างยุโรปกับเอเซีย เมื่อมีความขัดสนมีการเปลี่ยนแปลงทางดินฟ้าอากาศเกิดขึ้น พวกอารยันจึงได้แบ่งแยกสาขาอพยพไปหาแหล่งทำมาหากินใหม่ อันเป็น ต้นตอของบรรพบุรุษชนชาติโรมัน ชนชาติกรีกในยุโรป และเป็นต้นตอของพวกอียิปต์ในอาฟริกาเหนือ
อีกพวกหนึ่งก็เพิ่งจะมาอพยพในราว ๑,๐๐๐ ปี ถึง ๑,๕๐๐ ปี ก่อนพุทธกาลอพยพไปทางตะวันออก โดยถือเอาดวงอาทิตย์เป็นเป้าหมาย คือการอพยพของชาวโบราณนั้นมีอยู่ ๒ วิธีด้วยกันคือ:-
๑. อพยพไปตามตะวันออกตามดวงอาทิตย์ขึ้น
๒. อพยพไปตามแม่น้ำพยายามหาทางออกทะเล
เพราะฉะนั้น พวกอารยันที่พยายามอพยพไปตามแม่น้ำ เพื่อหาทางออกอ่าวก็ได้แก่บรรพบุรุษของพวกกรีกและโรมัน ส่วนพวกอารยันที่อพยพไปตามดวงอาทิตย์ขึ้นก็ได้แก่ชนชาติพวกอิหร่านกับ ชาวอินเดียในยุคปัจจุบันนี้ อิหร่านกับอินเดียเป็นต้นตระกูลอันเดียวกัน เพิ่งจะมาแยกออกเป็น ๒ พวก ตอนที่อพยพมาทางอัฟกานิสถาน เกิดมีความแตกแยกทางข้อคิดเห็นบางสิ่งบางประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อถือในพระเจ้าเกิดแตกแยกกันขึ้น ไม่สามารถจะรวมเป็นพวกอยู่ร่วมกันอีกต่อไป จึงได้แบ่งออกเป็น ๒ สาขา คือ:-
- สาขาหนึ่งอพยพเข้ามาในเปอร์เซีย หรือประเทศอิหร่าน
- อีกพวกหนึ่ง ก็อพยพเข้าอินเดียทางช่องเขาไคเบอร์ (Khyber pass) ที่ตั้งอยู่ในปากีสถาน ต่อแดนอัฟกานิสถานปัจจุบันนี้
ชนชาติอารยันนั้น มีชื่อเรียกกันหลายอย่าง เรียกว่า อริยกะบ้าง เรียกว่า อรยันบ้าง เรียกว่า อารยะ หรืออารยันบ้าง ชื่อทั้งหมดนี้มีความหมายอย่างเดียวกันคือ มีความหมายว่า "เจริญ"
เนื่องจากชนชาติอารยันเป็นชาติที่มีความเจริญด้วยขนบธรรมเนียม ประเพณีและศิลปวัฒนธรรม ยิ่งกว่าชนชาติดราวิเดียน (Dravidians) หรือพวกมิลักขะซึ่งเป็นเจ้าของถิ่นเดิม ชนชาติอารยัน จึงมีอำนาจเข้าครอบงำปกครองอินเดียทั้งหมด พวกมิลักขะต้องตกอยู่ในอำนาจของพวกอารยันโดยสิ้นเชิง แต่ลัทธิความเชื่อของชนทั้งสองเผ่านี้ ผสมกลมกลืนเข้ากันได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าแทบจะ ไม่มีข้อแตกต่างกัน กล่าวคือ พวกดราวิเดียน หรือพวกมิลักขะมีความเชื่อถือและเคารพธรรมชาติเบื้องต่ำ เช่น แผ่นดิน ภูเขา ต้นไม้ ดิน น้ำ ไฟ ลม โดยถือว่าเป็นเทพเจ้าหรือมีเทพเจ้าสิงสถิตอยู่ ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สามารถอำนวยผลที่ตนต้องการ จึงทำการบูชายัญและกราบไหว้อ้อนวอน
พวกอารยันก็มีความเชื่อถือและเคารพบูชาธรรมชาติเบื้องบนมาก่อน เช่น ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดวงไฟ พายุ ปฐพี เป็นต้น โดยยกขึ้นเป็นเทพเจ้า ตลอดจนเชื่อวิญญาณของบรรพบุรุษ หรือพวกผีประจำตระกูล เมื่อพวกอารยันอพยพเข้ามาสู่อินเดียแล้ว ก็ได้นำเอาศาสนามาด้วย ศาสนานั้นก็เรียกว่า "พระเวท" ศาสนาสมัยพระเวทคำว่า "เวทะ" แปลว่าแสงสว่าง หรือความรู้ ที่ชื่อว่าแสงสว่างหรือความรู้นั้น เพราะว่าชนชาติอารยันนั้น การบูชาพระเจ้าของเขาจะต้องอาศัยไฟเป็นสื่อเพื่อบูชาพระเจ้าที่สถิตอยู่ในสรวงสวรรค์ หากว่าไม่มีไฟเป็นสื่อแล้วก็ไม่สามารถจะนำสิ่งที่เราบวงสรวงไปให้พระองค์ได้ เพราะฉะนั้น พวกอารยันจึงตั้งกองฟืนก่อกองไฟไว้ แล้วเอาสิ่งที่ตนเองจะบูชาพระเจ้าเทลงไปบนกองไฟนั้น เช่น พวกขนม นม เนย ต่าง ๆ แล้วมีคำสวดอ้อนวอนให้พระเพลิงหรือพระอัคนี เป็นผู้นำสิ่งสักการะเหล่านี้ไปให้กับพระเจ้าที่ตนจะบูชา
เพราะฉะนั้น เมื่อไฟมีประโยชน์ต่อชนชาติอารยันทั้งในทางศาสนา ทั้งในทางขจัดความมืด ในเมื่อผู้อพยพจะอยู่ในที่ใดๆ ก็ตาม ก็ต้องอาศัยกองไฟเพื่อป้องกันสัตว์ร้ายอย่างหนึ่ง และให้ความอบอุ่น เมื่อไฟเป็นประโยชน์ในทางหุงต้ม ป้องกันสัตว์ร้าย และยังเป็นสื่อที่จะนำสิ่งของที่จะ สักการะบูชาไปให้พระเจ้าในสรวงสวรรค์ ดังนั้น เมื่อนับถือนานเข้า ไฟก็เป็นพระเจ้าองค์หนึ่งขึ้นมา อยู่ระหว่างโลกกับสวรรค์
พระอัคนีไม่ได้อยู่ในสวรรค์ แต่อยู่ระหว่างโลกกับสวรรค์ เป็นเทวทูตนำข่าวสาส์นต่าง ๆ ของมนุษย์ไปแจ้งแก่เทวดาทราบ ซึ่งเป็นต้นตอของคำว่า "เวทะ" หรือเวทซึ่งพวกอารยันนับถือเป็นต้นตอของคำว่าพระเวทเกิดจากไฟแสงสว่าง สมัยนั้น ตัวอักษรของพวกอารยันยังไม่มีใช้ เพราะฉะนั้นคำสวดต่าง ๆ ในทางศาสนาก็ช่วยกันจำ มีพราหมณ์ปุโรหิตช่วยกันจำ คำสวดเหล่านั้นโดยมากแต่งเป็นฉันท์ ใจความนั้นเป็นไปในทำนองอ้อนวอนให้พระเจ้ารักษาสัตว์เลี้ยง พิทักษ์รักษาตนเองและครอบครัวให้ปลอดภัย เพราะคนเราเวลาบูชามีอารมณ์กลัวในสิ่งใดก็จะตบแต่งถ้อยคำในทำนองวิงวอนในสิ่งนั้นอย่าให้มาทำร้ายตนเองได้
ภายหลังเมื่อพวกอารยันตั้งมั่นในอินเดียแล้ว ก็ได้รวบรวมขึ้นตั้งชื่อว่า "คัมภีร์เวท" อันเป็นปฐมยุคของพราหมณ์ที่เริ่มต้นด้วยคัมภีร์เวท คัมภีร์เวทหรือไตรเพทถือกันว่าเป็นศรุติ คือคัมภีร์ที่ได้รับฟังมาจากเทพเจ้าผู้สูงศักดิ์โดยตรง คัมภีร์พระเวทได้แก่
๑. ฤคเวท เป็นคำฉันท์ร้อยกรองคำอ้อนวอนขอพรจากเทพเจ้า และประจบเอาใจเทพเจ้าเหล่านั้น สวดสรรเสริญเทพเจ้าต่าง ๆ ให้คุ้มครองตน สัตว์เลี้ยง ครอบครัว เป็นต้น
๒. ยชุรเวท เป็นคำร้อยแก้ว ว่าด้วยหลักการในการทำพิธีกรรมและบวงสรวง เทพเจ้าต่าง ๆ
๓. สามเวท เป็นคำฉันท์ใช้สวดในพิธีบูชาถวายน้ำโสมแก่พระอินทร์ และขับกล่อมเทพเจ้า
ต่อมาเมื่อถึงยุคพราหมณะ มีคัมภีร์เพิ่มขึ้นอีก ๑ คัมภีร์ เรียกว่า อาถรรพเวท เป็นคาถาอาคม มนต์ขลัง หรืออาถรรพณ์แก้เสนียดจัญไร ป้องกันสรรพภัยพิบัติต่าง ๆ นำสิ่งอันเป็นมงคลมาแก่ผู้สวด และนำผลร้ายไปให้ศัตรู
เทพเจ้าที่สำคัญในยุคแรกสุดของพระเวทมี ๔ องค์ด้วยกัน คือ :-
๑. พระสาวิตรี เทพเจ้าแห่งอาทิตย์ เนื่องจากพวกอารยันนับถือพระอาทิตย์มาก่อน
๒. พระวรุณ เทพเจ้าแห่งฝน
๓. พระอินทร์ เทพเจ้าผู้สร้างโลก เพราะพวกอารยันมองเห็นความจำเป็นที่โลกจะต้องมีผู้สร้าง พระอินทร์จึงเกิดขึ้นมาเพื่อสร้างสรรพสิ่ง
๔. พระยม เทพเจ้าแห่งความตาย เป็นผู้ปกครองชีวิตในปรโลกหลังจากมนุษย์ตายไปแล้ว เป็นเทพเจ้าทำหน้าที่ลงโทษคนที่กระทำผิด
นอกจากเทพเจ้า ทั้ง ๔ องค์ดังกล่าวแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปก็มีเทพเจ้าเกิดขึ้นมาตามลำดับ เช่น พระรุทระ เทพเจ้าแห่งป่า ผู้เป็นใหญ่ในเขตป่าทั้งหมด เป็นเทพเจ้าที่มีความดุร้ายมากในเวลาโกรธ จึงเป็นที่เกรงกลัวของชาวอินเดียโบราณอย่างมาก พอ ๆ กับพระวรุณ และพระอัคนี เทพเจ้าแห่งไฟ
ในสมัยพระเวทนี้ พวกอารยันได้นับถือยกย่องเทิดทูนพระอินทร์ให้เป็นเทพเจ้าสูงสุด พระอินทร์นอกจากจะมีฐานะยิ่งใหญ่ เป็นผู้สร้างโลกแล้ว ยังเป็นเทพเจ้าแห่งสงครามอีกด้วย ในการทำสงคราม ก่อนจะยกกองทัพออกไปต่อสู้กับศัตรู กษัตริย์ในสมัยนั้นจะต้องทำพิธีบวงสรวงพระอินทร์เป็นพิเศษ เมื่อทำศึกชนะแล้วก็จัดพิธีบวงสรวงเป็นการเฉลิมฉลองอีกครั้งหนึ่ง พวกพราหมณ์ผู้ทำพิธีได้เพิ่มพูนความสุขสมบูรณ์ให้แก่พระอินทร์อย่างเต็มที่ ให้มีชายาหลายองค์ ให้เสพสุราได้ สุราชนิด นี้เรียกว่าน้ำโสม พิธีถวายน้ำโสมแก่พระอินทร์เป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่มาก จะต้องมีคำสวดถวายน้ำโสมแก่พระอินทร์ในคัมภีร์สามเวทเป็นพิเศษ
สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นในสมัยพระเวทคือ ระบบวรรณะ (Caste system) พวกอารยันหรืออริยกะนั้นเป็นพวกผิวขาว เจ้าของถิ่นเดิมคือพวกดราวิเดียน หรือพวกมิลักขะนั้นเป็นพวกผิวดำ นี้เป็นต้นเหตุการแบ่งชนชั้นวรรณะของคนอินเดีย ซึ่งได้ขยายออกมาเป็นวรรณะ ๔ คือ
๑. วรรณะกษัตริย์ มีหน้าที่รักษาเขตแดนและขยายเขตแดนหรือป้องกันเขตแดนเวลาถูกข้าศึกภายนอกรุกราน
๒. วรรณะพราหมณ์ มีหน้าที่ศึกษาในเรื่องไตรเพท และเป็นผู้นำทางการศึกษา และประกอบพิธีทางศาสนา
๓. วรรณะแพศย์ เป็นคนสามัญ ได้แก่ ชาวนา ชาวสวน มีหน้าที่ทางการ ค้าขาย
๔. วรรณะศูทร ได้แก่ พวกกรรมกร คนงาน ทำหน้าที่รับจ้างทั่ว ๆ ไป